ชุดการสอนชุดที่ 6

posted on 20 Nov 2011 05:23 by krusurang

ชุดการสอนชุดที่  6  เศรษฐกิจพอเพียง

ใบความรู้

เศรษฐกิจพอเพียง

“คำว่าพอก็เพียงพอ  เพียงนี้ก็พอ  ดังนั้นเอง  คนเราถ้าพอในความต้องการ  ก็มีความโลภน้อย  เมื่อมีความโลภน้อย  ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย  ถ้าทุกประเทศมีความคิด  อันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ  มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง  หมายความว่า  พอประมาณ  ไม่สุดโต่ง  ไม่โลภอย่างมาก  คนเราก็อยู่เป็นสุข  พอเพียงนี้อาจจะมีของหรูหราก็ได้  แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น  ต้องให้พอประมาณ  ตามอัตภาพ  พูดจาก็พอเพียง  ทำอะไรก็พอเพียง  ปฏิบัติตนก็พอเพียง”

                                                                        พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

                                                                                    ณ  ศาลาดุสิดาลัย  สวนจิตรลดา

                                                                                                            4  ธันวาคม  2541

 

            จากพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เกี่ยวกับความพอเพียงที่เสนอมานั้น   เป็นแนวทางให้ประชาชนนำไปสู่การปฏิบัติตน  โดยยึดหลักทางสายกลาง  ไม่ประมาท  และไม่โลภ   ซึ่งเป็นแนวทางที่แพร่หลายเป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ  คือ  “หลักปรัชญาของเศรษฐกิขพอเพียง”    ทั้งนี้  เพื่อให้มีความเข้าใจที่ลึกซื้ง  สามาราถนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิขพอเพียงสู่การปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้  จึงได้เสนอเนื้อหาในใบความรู้เกี่ยวกับเรื่อง  ประวัติความเป็นมาของเศรษฐกิจพอเพียง  ความหมายของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  ประโยชน์และความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง  จุดเริ่มต้นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง  ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง   พระราชดำริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง  แนวคิดระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง         ประเทศไทยกับเศรษฐกิจพอเพียง       การดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริพอเพียง                     การนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้   เศรษฐกิจพอเพียงกับทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ         และเศรษฐกิจพอเพียงท้องถิ่นนวมินท์สงขลา  ดังนี้

ประวัติความเป็นมาของเศรษฐกิจพอเพียง

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 – 2549)  ได้อัญเชิญปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  มาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาประเทศ  โดยยึดหลักทางสายกลางและความไม่ประมาท  คำนึงถึงความพอประมาณ  ความมีเหตุผล  การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว  ตลอดจนการใช้ความรู้ด้วยความรอบคอบ  ระมัดระวัง  และมีคุณธรรมเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจและการกระทำ  ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกระดับนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปเป็นพื้นฐานและแนวทางในการดำเนินชีวิตในด้านต่างๆอันจะนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน  ประชาชนอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข  สังคมมีความเข้มแข็ง  และประเทศชาติมั่นคง  อย่างไรก็ดี  เนื่องจากในปัจจุบันยังมีความเข้าใจที่ไม่ชัดเจนและมีการตีความที่หลากหลายเกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  จึงเสนอให้ริเริ่มการสร้างขบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง  เพื่อสานต่อความคิดและเชื่อมต่อการขยายผล  แนวทางการนำเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ที่มีอยู่อย่างหลากหลายในปัจจุบัน  รวมทั้งเพื่อจุดประกายให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง  ซึ่งจะนำไปสู่การนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติในทุกภาคส่วนของสังคมอย่างจริงจัง

ความหมายของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

            “เศรษฐกิจพอเพียง”  (Sufficiency  Economy)  เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จ        พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิต  แก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด  รวมถึงการพัฒนาและบริหารประเทศ  ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลาง  คำนึงถึง  ความพอประมาณ  ความมีเหตุผล  การสร้างภูมิคุ้มที่ดีในตัว  ตลอดจนใช้ความรู้  ความรอบคอบ  และคุณธรรม  ประกอบการวางแผน  การตัดสินใจ  และการกระทำ  เศรษฐกิจพอเพียง  คือหลักคิดและหลักปฏิบัติ  คำว่า  ปรัชญา  แปลว่า  หลักคิด  ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  เป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตน  เพื่อให้เราก้าวทันต่อยุค โลกาภิวัตน์  ถ้าเราใช้ความพอเพียงเป็นหลักคิดและหลักปฏิบัติ  เราก็จะสามารถอยู่ได้อย่างรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงต่างๆ  ปรับตัว  และพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงได้

 

ประโยชน์และความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง

1.  ให้ประชาชนพออยู่พอกินสมควรแก่อัตภาพในระดับที่ประหยัด  ไม่อดอยากและเลี้ยงตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

2.  ในหน้าแล้งมีน้ำน้อย  ก็สามารถเอาน้ำที่เก็บไว้ในสระมาปลูกพืชผักต่างๆที่ใช้น้ำน้อยได้  โดยไม่ต้องเบียดเบียนชลประทาน

3.  ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาล  โดยมีน้ำดีตลอดปี  ทฤษฎีใหม่น้ำก็สามารถสร้างรายได้ให้ร่ำรวยขึ้นได้

 

จุดเริ่มต้นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

ผลจากการใช้แนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย  ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่สังคมไทยอย่างมากในทุกด้าน  ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ  การเมือง  วัฒนธรรม  สังคมและสิ่งแวดล้อม  อีกทั้งกระบวนการของความเปลี่ยนแปลงมีความสลับซับซ้อนจนยากที่จะอธิบายในเชิงสาเหตุและผลลัพธ์ได้  เพราะการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดต่างเป็นปัจจัยเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน  สำหรับผลของการพัฒนาในด้านบวกนั้น  ได้แก่  การเพิ่มขึ้นของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  ความเจริญทางวัตถุ  และสาธารณูปโภคต่างๆ  ระบบสื่อสารที่ทันสมัย  หรือการขยายปริมาณและกระจายการศึกษาอย่างทั่วถึงมากขึ้น  แต่ผลด้านบวกเหล่านี้ส่วนใหญ่กระจายไปถึงคนในชนบท  หรือผู้ด้อยโอกาสในสังคมน้อย  แต่ว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้เกิดผลลบติดตามมาด้วย  เช่น              การขยายตัวของรัฐเข้าไปในชนบท  ได้ส่งผลให้ชนบทเกิดความอ่อนแอในหลายด้าน        ทั้งการต้องพึ่งพิงตลาดและพ่อค้าคนกลางในการสั่งสินค้าทุน  ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ  ระบบความสัมพันธ์แบบเครือญาติ  และการรวมกลุ่มกันตามประเพณีเพื่อการจัดการทรัพยากรที่เคยมีอยู่แต่เดิมแตกสลายลง  ภูมิความรู้ที่เคยใช้แก้ปัญหาและ    สั่งสมปรับเปลี่ยนกันมาถูกลืมเลือนและเริ่มสูญหายไป  สิ่งสำคัญก็คือ  ความพอเพียงในการดำรงชีวิต  ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้คนไทยสามารถพึ่งตนเอง  และดำเนินชีวิตไปได้อย่างมีศักดิ์ศรีภายใต้อำนาจและความมีอิสระในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง  ความสามารถในการควบคุมและจัดการเพื่อให้ตนเองได้รับการสนองตอบต่อความต้องการต่างๆ  รวมทั้งความสามารถในการจัดการปัญหาต่างๆได้ด้วยตนเอง  ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นศักยภาพพื้นฐานที่คนไทยและสังคมไทยเคยมีอยู่แต่เดิมต้องถูกกระทบกระเทือน  ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจจากปัญหาฟองสบู่และปัญหาความอ่อนแอของชนบท  รวมทั้งปัญหาอื่นๆที่เกิดขึ้น  ล้วนแต่เป็นข้อพิสูจน์และยืนยันปรากฏการณ์นี้ได้เป็นอย่างดี

 

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง  เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ  ตั้งแต่ระดับครอบครัว  ระดับชุมชน  จนถึงระดับรัฐ  ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง  โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ  เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์

ความพอเพียง  หมายถึง  ความพอประมาณ  ความมีเหตุผล  รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการกระทบใดๆอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก  ทั้งนี้  จะต้องอาศัยความรอบรู้  ความรอบคอบ  และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆมาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน  และขณะเดียวกัน  จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ  โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ  นักทฤษฎี  และนักธุรกิจในทุกระดับ  ให้มีสำนึกในคุณธรรม  ความซื่อสัตย์สุจริต  และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม  ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน  ความเพียร  มีสติ  ปัญญา  และความรอบคอบ  เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง  ทั้งด้านวัตถุ  สังคม  สิ่งแวดล้อม  และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง  จึงประกอบด้วยคุณสมบัติ  ดังนี้

1.  ความพอประมาณ  หมายถึง  ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป  โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น  เช่น  การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ

2.  ความมีเหตุผล  หมายถึง  การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น  จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล  โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง  ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆอย่างรอบคอบ

3.  ภูมิคุ้มกัน  หมายถึง  การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆที่จะเกิดขึ้น  โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

โดยมี  เงื่อนไข  ของการตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมต่างๆให้อยู่ในระดับพอเพียง  2  ประการ  ดังนี้

1.  เงื่อนไขความรู้  ประกอบด้วย  ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆที่เกี่ยวข้องรอบด้าน  ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน  เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในการปฏิบัติ

2.  เงื่อนไขคุณธรรมที่จะต้องเสริมสร้าง  ประกอบด้วย  มีความตระหนักใน คุณธรรม  มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน  มีความเพียร  ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

dit.dru.ac.th

 

พระราชดำริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง

“...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น  ต้องสร้างพื้นฐานคือ  ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน  โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ  เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควรและปฏิบัติได้แล้ว  จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ  และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป...”  (18  กรกฎาคม  2517)

เศรษฐกิจพอเพียง  เป็นแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว                 ที่พระราชทานมานานกว่า  30  ปี  เป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย  เป็นแนวทางการพัฒนาที่ตั้งบนพื้นฐานของทางสายกลาง  และความไม่ประมาท  คำนึงถึงความพอประมาณ  ความมีเหตุผล  การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง  ตลอดจนใช้ความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต  ที่สำคัญจะต้องมี  สติ  ปัญญา  และความเพียร  ซึ่งจะนำไปสู่  ความสุข  ในการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง

 

            เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ

            เศรษฐกิจพอเพียงหรือระบบเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองได้ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น  อาจมองได้ใน  2  ลักษณะใหญ่ๆคือ

            เศรษฐกิจพอเพียง  หมายถึง  ความสามารถของชุมชนเมือง  รัฐ  ประเทศ  หรือภูมิภาคหนึ่งๆในการผลิตสินค้าและบริการทุกชนิดเพื่อเลี้ยงสังคมนั้นๆได้โดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยต่างๆที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของ

            เศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคล  คือ  ความสามารถในการดำรงชีวิตได้อย่างไม่เดือดร้อน  มีความเป็นอยู่อย่างประมาณตน  ตามฐานะ  ตามอัตภาพ  ที่สำคัญไม่หลงใหลไปตามกระแสของวัตถุนิยม  มีอิสรภาพ  เสรีภาพ  ไม่พันธนาการอยู่กับสิ่งใด

            กล่าวโดยสรุป  คือ  หันกลับมายึดเส้นทางสายกลางในการดำรงชีวิต

หลักการพึ่งตนเอง  อาจจะแยกแยะโดยยึดหลักหลักสำคัญอยู่  5  ประการคือ

            1.  ด้านจิตใจ  ทำตนให้เป็นที่พึ่งตนเอง  มีจิตสำนึกที่ดี  สร้างสรรค์ให้ตนเองและชาติโดยรวม  มีจิตใจเอื้ออาทร  ประนีประนอม  เห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

            2.  ด้านสังคม  แต่ละชุมชนต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายชุมชนที่แข็งแรงเป็นอิสระ

            3.  ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ให้ใช้และจัดการอย่างฉลาด  พร้อมทั้งหาทางเพิ่มมูลค่า  โดยให้ยึดอยู่บนหลักการของความยั่งยืน

            4.  ด้านเทคโนโลยี  จากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว  เทคโนโลยีที่เข้ามาใหม่  มีทั้งดีและไม่ดี  จึงต้องแยกแยะบนพื้นฐานของภูมิปัญญาชาวบ้านและเลือกใช้เฉพาะที่สอดคล้องกับความต้องการตามสภาพแวดล้อม  และควรพัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาของเราเอง

            5.  ด้านเศรษฐกิจ  แต่เดิมนักพัฒนามักมุ่งที่การเพิ่มรายได้  และไม่มีการมุ่งที่การลดรายจ่ายในภาวะที่เศรษฐกิจวิกฤตเช่นเวลานี้  จึงต้องปรับทิศการพัฒนาใหม่คือต้องมุ่งลดรายจ่ายก่อนเป็นสำคัญ  โดยยึดหลักพออยู่  พอกิน  พอใช้

            ดังพระราชกระแสที่ว่า  “หากพวกเราร่วมมือร่วมใจกันทำสัก  1  ใน  4  ประเทศชาติของเราก็สามารถรอดพ้นจากวิกฤตได้”

 

พออยู่  พอกิน  พอใช้

kwc.ac.th

 

 

แนวคิดระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง  มีองค์ประกอบหลักอยู่  3  ประการ  ได้แก่

            ประการแรก  เป็นระบบเศรษฐกิจที่ยึดถือหลักการที่ว่า  “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”  โดยมุ่งเน้นการผลิตพืชผลให้เพียงพอกับความต้องการบริโภคในครัวเรือนเป็นอันดับแรก  เมื่อเหลือพอจากการบริโภคแล้ว  จึงคำนึงถึงการผลิตเพื่อการค้าเป็นอันดับรองลงมา  ผลผลิตส่วนเกินที่ออกสู่ตลาดก็จะเป็นกำไรของเกษตรกร  ในสภาพการณ์เช่นนี้เกษตรกรจะกลายสถานะเป็นผู้กำหนดหรือเป็นผู้กระทำต่อตลาด  แทนที่ว่าตลาดจะเป็นตัวกระทำหรือเป็นตัวกำหนดเกษตรกรดังเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้  และหลักใหญ่สำคัญยิ่งคือ  การลดค่าใช้จ่ายโดยการสร้างสิ่งอุปโภคบริโภคในที่ดินของตนเอง  เช่น  ข้าว  น้ำ  ปลา  ไก่  ไม้ผล  พืชผัก  ฯลฯ

 

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

iam.hunsa.com

 

            ประการที่สอง  เศรษฐกิจแบบพอเพียงให้ความสำคัญกับการรวมกลุ่มของชาวบ้าน  ทั้งนี้  กลุ่มชาวบ้านหรือองค์กรชาวบ้านจะทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆให้หลากหลายครอบคลุมทั้งการเกษตรแบบผสมผสาน  หัตถกรรมการแปรรูปอาหาร      การทำธุรกิจค้าขาย  และการท่องเที่ยวระดับชุมชน  ฯลฯ  เมื่อองค์กรชาวบ้านเหล่านี้ได้รับการพัฒนาให้เข้มแข็ง  และมีเครือข่ายที่กว้างขวางมากขึ้นแล้ว  เกษตรกรทั้งหมดในชุมชน  ก็จะได้รับการดูแลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น  รวมทั้งได้รับการแก้ไขปัญหาในทุกๆด้าน  เมื่อเป็นเช่นนี้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศก็จะสามารถเติบโตไปได้อย่างมีเสถียรภาพ                 ซึ่งหมายความว่าเศรษฐกิจสามารถขยายตัวไปพร้อมๆกับสภาวการณ์ด้านการกระจายรายได้ที่ดีขึ้น

            ประการที่สาม  เศรษฐกิจแบบพอเพียงตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีความเมตตา     ความเอื้ออาทร  และความสามัคคีของสมาชิกในชุมชน  ในการร่วมแรงร่วมใจเพื่อประกอบอาชีพต่างๆให้บรรลุสำเร็จ  ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจึงมิได้หมายถึงรายได้เพียงมิติเดียว  หากแต่ยังรวมถึงประโยชน์ในมิติอื่นๆด้วย  ได้แก่  การสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันครอบครัว  สถาบันชุมชน  ความสามารถในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของชุมชนบนพื้นฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่น  รวมทั้งการรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของไทยให้คงอยู่ตลอดไป

            กล่าวโดยสรุป  คือ  แนวคิดของระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงที่มีสาระสำคัญดังกล่าวข้างต้นนั้น  น่าจะนำมาใช้เป็นแบบอย่างของการพัฒนาประเทศไทยในระยะต่อไป  แม้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  แต่ผลกระทบต่างๆจะไม่รุนแรงมากนัก  ถ้าหากทุกภาคส่วนของสังคมมีการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยยึดหลักความพอดีกับศักยภาพของตนเองบนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเอง  รวมทั้งมีความเอื้ออาทรต่อคนอื่นๆในสังคมเป็นประการสำคัญ  ถึงแม้ว่าข้อคิดทั้งหมดจะมุ่งเน้นไปสู่กลุ่มเกษตรกร  หรือผู้มีที่ดินทั้งหลาย  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องกลับไปสู่ภาคเกษตรหมด  ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในสภาพความเป็นจริง  สำหรับคนอยู่นอกภาคการเกษตรนั้น  เศรษฐกิจพอเพียงก็จะต้องถูกนำมาใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต  เพราะเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญา  เป็นแนวปฏิบัติตน  ไม่ว่าจะอยู่ในกิจกรรม  อาชีพใด  ก็ต้องยึดวิถีชีวิตไทย     อยู่แต่พอดี  อย่าฟุ่มเฟือยอย่างไร้ประโยชน์  อย่ายึดวัตถุเป็นที่ตั้ง  ยึดเส้นทางสายกลาง       อยู่กินตามฐานะ  ใช้สติปัญญาในการดำรงชีวิต  จำเริญเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป  อย่าใช้หลักการลงทุนเชิงการพนัน  ซึ่งตั้งอยู่บนความเสี่ยง  กู้เงินมาลงทุนโดยหวังรวยอย่างรวดเร็ว  แล้วก็ไปสู่ความล้มละลายในที่สุด

            ต้องตั้งมั่นอยู่บนหลักของ  “รู้  รัก  สามัคคี”  ใช้สติปัญญาปกป้องตนเองไม่ให้หลงกระแสโลกาภิวัตน์  โดยไม่รู้ถึงเหตุและผลตามสภาพแวดล้อมของไทย  ให้รู้จักแยกแยะสิ่งดี  สิ่งเลว  สิ่งที่เป็นประโยชน์  ตามสภาพความเป็นจริงของบ้านเมืองของเราเป็นที่ตั้ง  ให้มีความรัก  ความเมตตาที่จะช่วยเหลือสังคมให้รอดพ้นจากภัยพิบัติ  และรวมพลังกันด้วยความสามัคคีเป็นหมู่เหล่า  ขจัดข้อขัดแย้งไปสู่ความประนีประนอม  รักษาผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

 

ประเทศไทยกับเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง  มุ่งเน้นให้ผู้ผลิต หรือผู้บริโภค  พยายามเริ่มต้นผลิต  หรือบริโภคภายใต้ขอบเขต  ข้อจำกัดของรายได้ หรือทรัพยากรที่มีอยู่ไปก่อน  ซึ่งก็คือ  หลักในการลดการพึ่งพา  เพิ่มขีดความสามารถในการควบคุมการผลิตได้ด้วยตนเอง  และลดภาวะการเสี่ยงจากการไม่สามารถควบคุมระบบตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เศรษฐกิจพอเพียง  มิใช่หมายความถึง  การกระเบียดกระเสียนจนเกินสมควร  หากแต่อาจฟุ่มเฟือยได้เป็นครั้งคราวตามอัตภาพ  แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศมักใช้จ่ายเกินตัว  เกินฐานะที่หามาได้

เศรษฐกิจพอเพียง  สามารถนำไปสู่เป้าหมายของการสร้างความมั่นคงในทางเศรษฐกิจได้  เช่น  โดยพื้นฐานแล้ว  ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม  เศรษฐกิจของประเทศจึงควรเน้นที่เศรษฐกิจการเกษตร  เน้นความมั่นคงทางอาหาร  เป็นการสร้างความมั่นคงให้เป็นระบบเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง  จึงเป็นระบบเศรษฐกิจที่ช่วยลดความเสี่ยง  หรือความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้

เศรษฐกิจพอเพียง  สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับ  ทุกสาขา  ทุกภาคของเศรษฐกิจ  ไม่จำเป็นจะต้องจำกัดเฉพาะแต่ภาคการเกษตร  หรือภาคชนบท  แม้แต่ภาคการเงิน  ภาคอสังหาริมทรัพย์  และการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ  โดยมีหลักการที่คล้ายคลึงกัน  คือ  เน้นการเลือกปฏิบัติอย่างพอประมาณ  มีเหตุมีผล  และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตนเองและสังคม

 

การดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริพอเพียง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงเข้าใจถึงสภาพสังคมไทย  ดังนั้น  เมื่อได้พระราชทานแนวพระราชดำริ  หรือพระบรมราโชวาทในด้านต่างๆ  จะทรงคำนึงถึงวิถีชีวิต  สภาพสังคมของประชาชนด้วย  เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในทางปฏิบัติได้

แนวพระราชดำริในการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง

1.  ยึดความประหยัด  ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน  ลดละความฟุ่มเฟือยในการใช้ชีวิต

2.  ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง  ซื่อสัตย์สุจริต

3.  ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกันในทางการค้าแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรง

4.  ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก  ด้วยการขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้มีรายได้เพิ่มพูนขึ้น  จนถึงขั้นพอเพียงเป็นเป้าหมายสำคัญ

5.  ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี  ลดละสิ่งชั่ว  ประพฤติตนตามหลักศาสนา

 

การนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้

             ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้  เป็นกรอบแนวความคิดและทิศทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจมหภาคของไทย  ซึ่งบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554)  เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่สมดุล  ยั่งยืน  และมีภูมิคุ้มกันเพื่อความอยู่ดีมีสุข  มุ่งสู่สังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน  หรือที่เรียกว่า  สังคมสีเขียว (Green Society)  ด้วยหลักการดังกล่าว  แผนพัฒนาฯฉบับที่ 10  นี้  จะไม่เน้นเรื่องตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  แต่ยังคงให้ความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจแบบทวิลักษณ์หรือระบบเศรษฐกิจที่มีความแตกต่างกันระหว่างเศรษฐกิจชุมชนเมืองและชนบท

             ดร.สมเกียรติ   อ่อนวิมล  เรียกสิ่งนี้ว่า  วิกฤตเศรษฐกิจพอเพียง  คือ  ความไม่รู้ว่าจะนำปรัชญานี้ไปใช้ทำอะไร  กลายเป็นว่าผู้นำสังคมทุกคน  ทั้งนักการเมืองและรัฐบาลใช้คำว่า  เศรษฐกิจพอเพียง  เป็นข้ออ้างในการทำกิจกรรมใดๆ  เพื่อให้รู้สึกว่าได้สนองพระราชดำรัสและให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดี  หรือพูดง่ายๆก็คือ  เศรษฐกิจพอเพียง  ถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือเพื่อตัวเอง  ซึ่งความไม่เข้าใจนี้อาจเกิดจากการสับสนว่าเศรษฐกิจพอเพียงกับทฤษฎีใหม่นั้นเป็นเรื่องเดียวกัน  ทำให้มีความเข้าใจว่า  เศรษฐกิจพอเพียงหมายถึงการปฏิเสธอุตสาหกรรม  แล้วกลับไปสู่เกษตรกรรม  ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด

          ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้  ได้รับการเชิดชูสูงสุดจากสหประชาชาติ(UN)  โดยนายโคฟี   อันนัน  ในฐานะเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ  ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัล           The  Human  Development  Lifetime  Achievement  Award  แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เมื่อ  26  พฤษภาคม  2549  และได้มีปาฐกถาถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็นปรัชญาที่สามารถเริ่มได้จากการสร้างภูมิคุ้มกันในตนเอง  สู่หมู่บ้าน  และสู่เศรษฐกิจในวงกว้างขึ้นในที่สุด

             เป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศ  โดยที่องค์การสหประชาชาติได้สนับสนุนให้ประเทศต่างๆที่เป็นสมาชิก  166  ประเทศ   ยึดเป็นแนวทาง  สู่การพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน

 

เศรษฐกิจพอเพียงกับทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ

เศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่  เป็นแนวทางในการพัฒนาที่นำไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเองในระดับต่างๆอย่างเป็นขั้นตอน  โดยลดความเสี่ยงเกี่ยวกับ ความผันแปรของธรรมชาติ  หรือการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยต่างๆโดยอาศัยความพอประมาณ  และความมีเหตุผล  การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี  มีความรู้  ความเพียร  และความอดทน  สติ  และปัญญา  การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  และความสามัคคี

เศรษฐกิจพอเพียงความหมายกว้างกว่าทฤษฎีใหม่  โดยที่เศรษฐกิจพอเพียง  เป็นกรอบแนวคิดที่ชี้บอกหลักการ  และแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่  ในขณะที่แนวพระราชดำริเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่ หรือเกษตรทฤษฎีใหม่  ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาการเกษตรอย่างเป็นขั้นตอนนั้น  เป็นตัวอย่างการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมเฉพาะในพื้นที่ที่เหมาะสม

ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ  อาจเปรียบเทียบกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง  ซึ่งมีอยู่ 2  แบบคือ  แบบพื้นฐานกับแบบก้าวหน้าได้ดั้งนี้

ความพอเพียงในระดับบุคคลและครอบครัว  โดยเฉพาะเกษตรกร  เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน  เทียบได้กับทฤษฎีใหม่ขั้นที่  1  ที่มุ่งแก้ปัญหาของเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลแหล่งน้ำต้องพึ่งน้ำฝนและประสบความเสี่ยงจากการที่น้ำไม่พอเพียง  แม้กระทั่งสำหรับการปลูกข้าวเพื่อบริโภค  และมีข้อสมมติว่ามีที่ดินพอเพียงในการขุดบ่อเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวจากการแก้ปัญหาความเสี่ยงเรื่องน้ำ  จะทำให้เกษตรกรสามารถมีข้าวเพื่อการบริโภคยังชีพในระดับหนึ่งได้  และใช้ที่ดินส่วนอื่นๆสนองความต้องการพื้นฐานของครอบครัว  รวมทั้งขายในส่วนที่เหลือเพื่อมีรายได้ที่จะใช้เป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ไม่สามารถผลิตเองได้ทั้งหมด  นี่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวให้เกิดขึ้นในระดับครอบครัว  อย่างไรก็ตาม  แม้กระทั่งในทฤษฎีใหม่ขั้นที่  1  ก็จำเป็นที่เกษตรกรจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากชุมชน  ราชการ  มูลนิธิ  และภาคเอกชนตามความเหมาะสม

ความพอเพียงในระดับชุมชนและระดับองค์กร  เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้าซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ขั้นที่  2  เป็นเรื่องของการสนับสนุนให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์  หรือการที่ธุรกิจต่างๆรวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจ  กล่าวคือเมื่อสมาชิกในแต่ละครอบครัวหรือองค์กรต่างๆมีความพอเพียงขั้นพื้นฐานเป็นเบื้องต้นแล้ว  ก็จะรวมกลุ่มกันเพื่อร่วมมือกันสร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่มและส่วนรวมบนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนกันการแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามกำลังและความสามารถของตน  ซึ่งจะสามารถทำให้ชุมชนโดยรวมหรือเครือข่ายวิสาหกิจนั้นๆเกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติอย่างแท้จริง

ความพอเพียงในระดับประเทศ  เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า  ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ขั้นที่  3  ซึ่งส่งเสริมให้ชุมชนหรือเครือข่ายวิสาหกิจสร้างความร่วมมือกับองค์กรอื่นๆในประเทศ  เช่น  บริษัทขนาดใหญ่  ธนาคาร  สถาบันวิจัย  เป็นต้น

การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในลักษณะเช่นนี้  จะเป็นประโยชน์ในการสืบทอดภูมิปัญญา  แลกเปลี่ยนความรู้เทคโนโลยี  และบทเรียนจากการพัฒนาหรือร่วมมือกันพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง  ทำให้ประเทศอันเป็นสังคมใหญ่  อันประกอบด้วยชุมชน  องค์กร  และธุรกิจต่างๆที่ดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง  กลายเป็นเครือข่ายชุมชนพอเพียงที่เชื่อมโยงกันด้วยหลักไม่เบียดเบียน  แบ่งปัน  และช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ในที่สุด

 

เศรษฐกิจพอเพียงท้องถิ่นนวมินท์สงขลา

 “ภายในปี  2555  โรงเรียนนวิมินทราชูทิศ ทักษิณ  มุ่งมั่นจัดการศึกษาให้นักเรียนมีความรู้  คู่คุณธรรมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง...........”  เป็นข้อความส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ โรงเรียนนวมินทราชูทิศ ทักษิณ 

จากวิสัยทัศน์จะเห็นได้ว่า   โรงเรียนนวมินทราชูทิศ  ทักษิณมุ่งพัฒนานักเรียนให้มีความรู้  คู่คุณธรรมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง   เนื่องจากโรงเรียนนวมินทราชูทิศ ทักษิณเป็น  1  ในจำนวน  5  โรงเรียนตามโครงการจัดตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษาของกรมสามัญศึกษา  กระทรวงศึกษาธิการ  เพื่อเฉลิมพระเกียรติถวายเป็นพระราชสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน  เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ  5  รอบ  เมื่อพุทธศักราช  2530

ประกอบกับเทศบาลตำบลพะวง  ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงเรียนนวมินทราชูทิศ ทักษิณมีนโยบายในการพัฒนาชุมชนโดยเน้นเศรษฐกิจพอเพียงกระจายไปยังทุกครัวเรือน  นอกจากนี้ตำบลอื่น ๆ  ก็เช่นกัน   โรงเรียนนวมินทราชูทิศทักษิณจึงมีความคาดหวังเกี่ยวกับการพัฒนาคุณลักษณะของนักเรียนที่สอดคล้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของชุมชน  คือมี “ความรู้  คู่คุณธรรมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”   เพื่อให้ไปเป็นคนดี  มีคุณธรรม  ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของสังคมต่อไป

โรงเรียนจึงได้พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา  ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช  2551  เน้นให้นักเรียนเรียนวิชาเกษตรเกี่ยวกับการปลูกพืชแบบพอเพียง  ให้นักเรียนสามารถผลิตปุ๋ยในรูปแบบต่าง ๆ  โดยใช้วัสดุในท้องถิ่น  และยังมีชุมชนในตำบลใกล้เคียงและตำบลอื่น ๆ  ในจังหวัดสงขลา  ที่เน้นให้ประชาชนนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้  เช่น  ตำบลเกาะยอ  ตำบลพะตง  ตำบลบางกล่ำ  ตำบลรัตภูมิ   ตำบลทุ่งตำเสา  ตำบลพังยาง  ฯลฯ    ได้ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  เช่น

 

หมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบของจังหวัดสงขลา 

บ้านป่าโหนด   ตำบลเกาะยอ  อ.เมือง  จ.สงขลา    ได้รับการยอมรับในด้านการพึ่งพาตนเอง  ยึดหลักการมีส่วนร่วม  ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ  มีแผนการดำเนินงานหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ  แบบพออยู่พอกิน   โดยการปลูกผักสวนครัว  ผักไร้ดิน  ผักคอนโด  เลี้ยงปลาในบ่อพลาสติก  ในกระชัง  ฯลฯ  เป็นแหล่งเรียนรู้ของชาวบ้าน  เพื่อสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

หมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบของจังหวัดสงขลา   

 

 

การตอนกิ่งฟักทอง 

ฟักทองเป็นพืชผักที่มีลำต้นทอดและเลื้อยไปตามพื้นดิน เช่นเดียวกับแตงโม  เป็นไม้เถาอ่อน  มีขนสากมือ  มีหนวดสำหรับเกี่ยวพันทอดไปตามพื้นดิน  จึงต้องการเนื้อที่ปลูกมากกว่าพืชผักอื่น ๆ  เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ที่มีอายุปีเดียว(ฤดูเดียว)  เมื่อให้ผลแล้วก็ตายไป  ฟักทองเป็นพืชผักที่มีวิตามินเอสูง  ช่วยบำรุงผิวพรรณและถนอมสายตา  และสามารถนำมาทำอาหารได้หลายชนิดทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน

วิธีการปลูกและขยายพันธุ์ฟักทองก็จะใช้เมล็ดเพียงอย่างเดียว  แต่ที่โรงเรียนบ้านหว้าหลัง  อ.จะนะ  จ.สงขลา  คุณคำนึง  นวลมณีย์  เป็นผู้ค้นพบวิธีการตอนกิ่งฟักทอง  คุณคำนึงบอกว่าฟักทองที่เกษตรกรปลูกจะใช้ระยะเวลาตั้งแต่การปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว  ประมาณ  60  วัน  แต่ถ้าตอนกิ่งนำไปปลูก  จะใช้ระยะเวลาแค่  7  วัน   ฟักทองก็จะเริ่มออกดอกติดผลแล้ว  จะทำให้ประหยัดในส่วนของระยะเวลาที่ฟักทองให้ผลผลิต  และที่สำคัญกิ่งของฟักทองต้นหนึ่ง   สามารถตอนได้ถึง  5  กิ่งตอน  เราสามารถตอนกิ่งฟักทองไปได้ตลอด  ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของเมล็ดพันธุ์ที่ต้องซื้อมาปลูกใหม่  และกิ่งฟักทองที่ได้จากการตอนกิ่งจะเป็นฟักทองที่มีคุณภาพไม่กลายพันธุ์อีกด้วย   สำหรับวิธีการตอนกิ่งมีดังนี้

วัสดุ - อุปกรณ์

1.    ดินร่วน

2.    ถุงพลาสติกขนาด  3 X 5  นิ้ว

3.    ยางหรือเชือกฟาง

4.    มีด

ขั้นตอนการทำ

1.    นำดินร่วนใส่ถุงพลาสติกขนาด  3 X 5  นิ้ว

2.    เลือกเถาพันธุ์ฟักทองที่สมบูรณ์

3.    เลือกบริเวณข้อของฟักทองที่มีรากเริ่มงอกออกมา  ใช้มีดตัดใบที่ข้อออกและตัดหนวดเลื้อยของฟักทองออก

4.    นำดินที่ใส่ในถุงกรีดยาวพอสมควรประมาณ  3 – 5 นิ้ว  รดน้ำให้ชุ่มแล้วไปวางทับกับรอยที่เราได้ตัดใบและหนวดของฟักทองเอาไว้

5.    หลังจากนั้นผูกเชือกรัดให้แน่น

6.    เฉือนท่อน้ำเลี้ยงห่างลงมาจากกิ่งตอน  ประมาณครึ่งหนึ่งของกิ่งฟักทอง  เพื่อเป็นการตัดท่อลำเลียงธาตุอาหารและน้ำ  เมื่อขาดธาตุอาหาร  ขาดน้ำ  จะทำให้รากของฟักทองงอกออกมาเร็วขึ้น

7.    หลังจากนั้น  7 วัน  ก็สามารถนำไปปลูกในแปลงปลูกได้

 การขยายพันธุ์ฟักทองด้วยการตอนกิ่ง

 

การขยายพันธ์มะละกอด้วยการตอนกิ่ง

เดิมเราขยายพันธุ์มะละกอด้วย  เมล็ด  การเสียบยอด  และการเลี้ยงเนื้อเยื่อ  แต่ปัจจุบันการตอนกิ่งมะละกอได้ผ่านการทดลอง ตัวอย่างที่โรงเรียนบ้านหว้าหลัง  อ.จะนะ  จ.สงขลา  ซึ่งทำการทดลองจนเป็นผลสำเร็จและมีการขยายผลไปสู่ที่ต่าง ๆ  มากมาย 

การตอนกิ่งมะละกอสามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว  เกษตรกรสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อเมล็ดพันธ์มาเพาะ  ซึ่งบางพันธุ์มีราคาแพง  กิ่งมะละกอที่ผ่านการตอนและนำมาปลูกแล้ว  ต้นจะเจริญเติบโตอย่างเร็ว  ต้นเตี้ยแต่มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยว  ให้ผลผลิตเร็วกว่าการเพาะด้วยเมล็ด  ใช้พื้นที่น้อยแต่ได้ผลผลิตมาก  สามารถสร้างรายได้มากขึ้นในพื้นที่ที่น้อยลง  โดยการปลูกมะละกอด้วยเมล็ดจำนวน  20  ไร่  เทียบเท่ากับการปลูกมะละกอด้วยการตอนกิ่ง

เพียง  1  ไร่เท่านั้น   ที่สำคัญการขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งยังช่วยให้สามารถรักษาลักษณะเดิมจากแม่พันธุ์ไว้ได้  ไม่ต้องเสี่ยงเรื่องการกลายพันธุ์แบบปลูกด้วยเมล็ด  วิธีการมีดังนี้

วัสดุในการตอนกิ่ง 

1.    มีดขนาดเล็ก

2.    เชือกหรือยาง

3.    ถุงพลาสติกขนาด  3 X 5  นื้ว

4.    ขุยมะพร้าว

5.    ดินร่วน

6.    ไม้ (ไม้เนื้อแข็งที่ไม่ยุ่ยง่ายเมื่อโดนความชื้น)

วิธีทำ

1.    คัดเลือกต้นมะละกอแม่พันธุ์ที่เป็นพันธุ์ดี  ผลสวยและลูกดก  ทำการตอนต้นมะละกอโดยการตอนเช่นเดียวกับการตอนกิ่งทั่วไป  จากนั้นจึงตัดต้นมะละกอให้เหลือความสูงประมาณ  80  เซนติเมตร

 

 

ต้นมะละกอจะแตกกิ่งออกมา  5 – 6 กิ่ง   ภายใน  2  เดือน ครึ่ง  กิ่งจะยาวประมาณ  20 –25  เซนติเมตร 

 

2.         เฉือนกิ่งพันธุ์  จากข้างล่างไปข้างบนเป็นปากฉลาม  จากนั้นใช้ลิ่มไม้เล็ก ๆ  ขัดไว้ไม่ให้ติดกัน (เป็นการปิดทางท่อส่งสารอาหาร  บังคับรากให้งอกออกจากกิ่งที่ตอน)

 

3.    นำดินร่วนและขุยมะพร้าวมาผสมกันในอัตราส่วน  3  :  1  บรรจุถุงพลาสติก

4.    ผ่าถุงพลาสติกตรงกลาง  รดน้ำให้ชุ่มแล้วนำไปวางทับรอยแผลที่เฉือนไว้  มัดถุงด้วยเชือกให้แน่น

 

5.    เฉือนท่อน้ำเลี้ยงห่างจากกิ่งตอนประมาณ  3 – 5  นิ้ว  จะทำให้รากงอกเร็วขึ้น  ภายใน  30  -  45  วัน  รากจะงอกออกมาเต็มที่  สามารถตัดไปปลูกได้

 

การปลูกมะละกอตอนกิ่ง

1.    นำกิ่งพันธุ์ที่ตอนมาแล้วทำการชำในถุงขนาด  6 X 12 นิ้ว  โดยใช้ดินที่จืด  ไม่ว่าจะเป็นดินข้างบ้านหรือดินจอมปลวก  โดยนำมาผสมกับแกลเล็กน้อย  หรือใบไผ่  ใบจามจุรี  (ฉำฉา)  ฯลฯ  เมื่อนำกิ่งพันธุ์มาชำกับวัสดุปลูกดังกล่าว  รากมะละกอจะออกรากอีกเต็มไปหมด  ภายใน  20  วัน  ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการตายหากปลูกกิ่งตอนลงดินเลย

 

นำกิ่งพันธุ์ที่ตอนมาแล้วทำการชำในถุง

 2.   ให้ทำการเตรียมหลุมในช่วงเดียวกับที่ตอนกิ่ง  โดยขุดหลุม  60  X  60  เซนติเมตร  ใช้ปุ๋ยหมักครึ่งกระสอบ  รองก้นหลุม  คลุกเคล้าให้เข้ากัน  รดน้ำให้ชุ่ม  เอาหญ้าคลุม  ทิ้งไว้  7 – 15 วัน  ก่อนลงปลูก

3.      นำกิ่งตอนมะละกอที่ผ่านการชำแล้วมาปลูกลงดินในหลุมที่เตรียมไว้  โดยฝังลงไปในดิน  หลังจากปลูกไป  45  วัน  จะออกผลให้เห็น  ให้ปุ๋ยหมักอีกครึ่งกระสอบ

  ปลูกลงดินในหลุมที่เตรียมไว้ 

4.    ภายใน  120  วัน  จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้  ความสูงของต้นในขณะให้ผลผลิตจะอยู่ที่ประมาณ  1  เมตร

 

 

 

ข้อสังเกต 

1.    เมื่อกิ่งงอกออกมาจากต้นแม่พันธุ์ที่ตัดเพื่อจะใช้ตอน  ในชุดแรกจะออกกิ่งมา  5 – 6  กิ่ง  เมื่อตอนแล้วตัดไปปลูก  รุ่นต่อๆ มา  จะงอกกิ่งออกมามากขึ้นกว่าเดิมคือจะเพิ่มเป็น  7 – 8 กิ่ง  และอาจถึง  10 – 20  กิ่งในปีที่  2

2.    ในการตอนกิ่งมะละกอที่งอกออกจากต้นแม่พันธุ์  โดยปกติจะตอนกิ่งที่ยาว      20 – 35  เซนติเมตร  แต่หากกิ่งสั้นกว่า นี้ก็สามารถตอนได้  แต่ต้องเลือกขนาดถุงพลาสติกที่มาหุ้มกิ่งให้เหมาะสม  กิ่งเล็กก็ใช้ถุงเล็ก  กิ่งใหญ่ก็ใช้ถุงใหญ่  หากกิ่งใหญ่ใช้ถุงเล็กจะทำให้รากหักได้

3.    การตอนกิ่งมะละกอที่ขนาดใหญ่และยาวไม่เท่ากันจะเป็นตัวบอกได้ว่า  ต้นมะละกอจะเตี้ยแล้วออกผลหรือต้นสูงแล้วออกผล  การใช้กิ่งเล็กและสั้นตอนไปปลูกจะออกผลกองบนดิน  แต่ถ้าใช้กิ่งยาวและใหญ่มาตอน  ตอนไปปลูกจะออกผลสูงเหนือเข่าไป

4.    ถ้าตอนกิ่งที่มีการติดลูกเท่าปลายก้อยที่ดอกเริ่มบาน  ลูกนั้นจะใหญ่ขึ้นทันทีหลังจากนำไปปลูก

5.    รากมะละกอจะลงลึกถึง  2  เมตร  ในช่วงแล้ง  แต่ในช่วงฤดูฝน  รากมะละกอจะอยู่ที่ประมาณ  4  นิ้ว

6.    ต้นมะละกอตอนกิ่งรากจะมีการเจริญเติบโตออกทางด้านข้าง  ให้ลำต้นที่แข็งแรง  รวมทั้งรากของมะละกอที่ปลูกด้วยเมล็ด  ซึ่งมีน้อยและขยายไปไกล

7.    ต้นตอแม่พันธุ์ที่ออกกิ่งมาให้ตอน  สามารถทำการตอนไปได้ตลอด  ต้นสูง  1  เมตร  เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ  8  นิ้ว  ก็ยังเกิดกิ่งไปตอนได้  ต้องป้องกันอยู่อย่างเดียวคือเรื่องน้ำท่วม  ต้นตอจมน้ำจะตายได้

นอกจากนี้ยังมีบ้านหัวนอนวัด  หมู่ที่  3  ตำบลแม่ทอม  อำเภอบางกล่ำ  จังหวัดสงขลา   เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมคลองอู่ตะเภา  มีครัวเรือทั้งสิ้น  71  ครัวเรือน  ประชากร  313  คน   สร้างความเข้มแข็งครอบครัว/ชุมชน  ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  สามารถพัฒนาคนและชุมชนให้มีความเข้มแข็งมีหลักคิดพึ่งพาตนเองและการมีส่วนร่วมปฏิบัติตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงทั้ง  6  ด้าน  คือ  การลดรายจ่าย  การเพิ่มรายได้  การออม  การดำรง  ชีวิต  การอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  และการเอื้ออาทรแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

และยังมีหมู่บ้านอื่น ๆ  อีกมากมายที่นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจำวัน  แล้วประสบความสำเร็จแบบพออยู่พอกิน   ซึ่งนักเรียนสามารถนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงดังกล่าว  ไปประยุกต์ในชีวิตประจำวันได้ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

 

 

 

 

ชุดการสอนชุดที่ 1 - 5

posted on 02 Aug 2011 19:57 by krusurang
ชุดที่ 1  เรื่องความสำคัญของพืช

ใบความรู้ 

ความสำคัญของพืช 

 

            พืช  มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์มาก  เนื่องจากพืชเป็นแหล่งปัจจัย 4 ที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์  ซึ่งได้แก่  อาหาร  ที่อยู่อาศัย  เครื่องนุ่งห่ม  และยารักษาโรค  นอกจากนี้  พืชยังเป็นพื้นฐานจำเป็นในการดำเนินกิจการเกี่ยวกับธุรกิจต่างๆของมนุษย์  เช่น  ด้านอุตสาหกรรม  บริการ  การท่องเที่ยว  ภาครัฐและเอกชนซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องการความมั่นคงทางด้านอาหารที่ได้มาจากพืชเป็นส่วนใหญ่

            เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของพืชชัดเจนขึ้น  ดังนั้น  เนื้อหาสาระในใบความรู้ฉบับนี้  นักเรียนจะได้ศึกษาเกี่ยวกับการเกษตรเบื้องต้นได้แก่  ความสำคัญของพืช  พืชไร่  พืชสวน  ป่าไม้  และความสำคัญของพืชเศรษฐกิจในท้องถิ่นนวมินท์สงขลา

ความหมายของการเกษตร

การเกษตรแปลมาจากคำว่าAgriculture  (Agriหมายถึง ทุ่งหรือดิน ,  Cultureหมายถึง การปลูกหรือปฏิบัติ)ซึ่งหมายถึงการปฏิบัติเกี่ยวกับที่ดินเพื่อให้เกิดการผลิตหรือการใช้พื้นที่เพื่อให้เกิดผลผลิตขึ้นมานั่นเอง

และเมื่อนำไปใช้ในทางวิชาการก็ได้ขยายความออกไปอีกว่าการเกษตรคือการใช้ศิลปะและวิทยาศาสตร์ในการปฏิบัติกับที่ดินเพื่อให้เกิดการผลิตวิชาการเกษตรจัดเป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Applied  Science)  ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ที่กล่าวถึงการนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ในกิจการต่างๆในชีวิตประจำวัน ในอุตสาหกรรมหรือนำไปใช้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์

เกษตรกรรม (Cultural  Practice)หมายถึง วิธีการทำการเกษตรอาจหมายถึง วิธีการปลูกพืชมีชื่อเฉพาะว่ากสิกรรม วิธีการเลี้ยงสัตว์บกหรือวิธีการเลี้ยงสัตว์น้ำก็ได้

เกษตรกรรม แบ่งออกได้เป็น 4  สาขา คือ

1.  กสิกรรมหมายถึงการปลูกพืชเพียงอย่างเดียว

2.  ปศุสัตว์ หมายถึงการเลี้ยงสัตว์บก

3.  การประมง หมายถึง การเลี้ยงสัตว์น้ำและการจับสัตว์น้ำ

4.  ป่าไม้ หมายถึงการนำผลผลิตจากป่ามาใช้ให้เป็นประโยชน์

เกษตรกรหมายถึง ผู้ที่ทำการเกษตรทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวไร่ชาวสวน ชาวประมงป่าไม้ หรือเลี้ยงสัตว์

 

 

 

กสิกรหมายถึงผู้ที่ทำการปลูกพืชเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะไม่รวมถึงการเลี้ยงสัตว์การทำประมงและการทำป่าไม้เช่น ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน เป็นต้น 

 

 

 

 

อาชีพเกษตรกรรม

            อาชีพเกษตรกรรมหรืออาชีพเกษตร  หมายถึง  การผลิตพืชหรือสัตว์เป็นอาชีพเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัว  ผู้ที่ประกอบอาชีพนี้เรียกว่า  เกษตรกร 

            อาชีพเกษตร  จึงเป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์  ดังนั้น  ผู้ที่จะประกอบอาชีพนี้จึงต้องมีคุณลักษณะที่สำคัญคือ  ขยัน  อดทน  รับผิดชอบ  และตรงต่อเวลา  เพราะหากขาดคุณสมบัติดังกล่าวแล้ว  เป็นการยากยิ่งที่จะประสบผลสำเร็จในอาชีพนี้  เนื่องจากทั้งพืชและสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิต  จึงมีความเสี่ยงมากในการเพาะปลูกเลี้ยงดูให้มีชีวิตรอด  เจริญเติบโต  และให้ผลผลิตตามที่เราต้องการ

ความสำคัญของอาชีพเกษตร 

            อาชีพเกษตรกรรม  เป็นอาชีพที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ทุกคน  ตลอดจนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศเกษตรกรรม  และเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของเอเชียประกอบกับภายในปี  2558  เป็นปีที่ประกาศให้อาเซียนรวมตัวเป็นชุมชนหรือประชาคมเดียวกัน  เรียกว่า  ประชาคมอาเซียน (Asean  Community)  ประเทศต่างๆในกลุ่มอาเซียนจะต้องรวมตัวกันทางเศรษฐกิจและการอำนวยความสะดวกในการค้าขายระหว่างกันอย่างเสรี  กลุ่มสินค้าสำคัญที่จะเกิดการรวมกลุ่มคือ  สินค้าเกษตร  ผลิตภัณฑ์ไม้  ผลิตภัณฑ์ยาง  สิ่งทอ  ฯลฯ  ดังนั้น  จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่นักเรียนควรมีความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของการเกษตร  เพื่อเป็นข้อมูลเตรียมความพร้อมของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนและการประกอบอาชีพในอนาคต  ดังนี้

1.  เป็นแหล่งกำเนิดปัจจัยสี่

อาชีพเกษตรกรรมเป็นแหล่งผลิตปัจจัยสี่  อันเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตให้แก่มนุษย์  เพราะทั้งอาหาร  เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม  ที่อยู่อาศัย  และยาป้องกันรักษาโรค  ล้วนได้มาจากผลผลิตทางการเกษตรทั้งสิ้น

 

 

 

2.  สร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทย

ประเทศไทยมีพื้นที่ทั้งสิ้น  320.7  ล้านไร่  เป็นพื้นที่ถือครองทางการเกษตรประมาณ  147  ล้านไร่  ซึ่งแบ่งออกเป็นพื้นที่ในการทำนาข้าว  ประมาณร้อยละ  50  ปลูกพืชไร่  ร้อยละ  24  ปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น  ร้อยละ  13  ส่วนที่เหลือร้อยละ  13  เป็นที่ทำสวนผัก  ไม้ดอกไม้ประดับ  และทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์  ด้วยเหตุนี้รายได้หลักของประเทศส่วนใหญ่จึงมาจากสินค้าเกษตร  ทั้งพืชไร่  พืชสวน  การเลี้ยงสัตว์  และการประมง  โดยประเทศไทยได้ส่งออกสินค้าเกษตรไปทั่วโลก  ทั้งยุโรป  อเมริกา  ออสเตรเลีย  แอฟริกา  และประเทศต่างๆในแถบเอเชียด้วยกัน  เช่น  ญี่ปุ่น  เกาหลี  จีน  มาเลเซีย  ซึ่งในแต่ละปีนำรายได้เข้าสู่ประเทศนับแสนล้านบาท  ผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นสินค้าออกที่สำคัญ  คือ  ข้าว  มันสำปะหลัง  ข้าวโพด  ถั่วเหลือง  ยางพารา  ไม้ดอก  ปลาสวยงาม  สัตว์ปีก  ผลไม้  ปศุสัตว์  ตลอดจนผลิตภัณฑ์แปรรูปจำพวกน้ำตาลและอาหารสำเร็จรูป

 

 

 

 

 

 

 

ข้าว

sarut-homesite.net

ปศุสัตว์

kanchanapisek.or.th

 

 

 

 

 


3.  ช่วยรักษาความสมดุลทางธรรมชาติ

ดังได้กล่าวแล้วว่า  อาชีพการเกษตรเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์  ดังนั้น  พืชและสัตว์ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมทางการเกษตร  จะช่วยเสริมและสร้างความสมดุลทางธรรมชาติที่สูญเสียไป  ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและจากการกระทำของมนุษย์  กิจกรรมดังกล่าว  ได้แก่  การปลูกสวนป่าทดแทนในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม  การปลูกไม้ผลตามโครงการป่ารักษ์น้ำ  การปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ  การปลูกยางพารา  ปาล์มน้ำมัน  รวมทั้งไม้ยืนต้น  พืชผัก  และไม้ดอกไม้ประดับอื่นๆ  ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์  ทั้งสัตว์บก  สัตว์น้ำ  สัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบก  สัตว์ปีก  แมลง  เป็นต้น

 

การปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ

science.yru.ac.th

 

 

4.  ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

เนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรเป็นสินค้าออกที่สำคัญของไทย    ดังนั้น    เราจึงมีประเทศคู่ค้าจำนวนมากในทุกทวีปทั่วโลก  การติดต่อซื้อขายสินค้าเกษตรทั้งในระดับบุคคลและระดับรัฐบาล  ย่อมก่อให้เกิดความเข้าใจและมีมิตรไมตรีต่อกัน  ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน   ทั้งด้านภาษา  การศึกษา  อาชีพ  และเทคโนโลยีต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆด้าน

ความสำคัญของพืช

            พืช(Plant)  หมายถึง  พันธุ์ไม้ทุกชนิดที่สามารถดูดซึมธาตุอาหาร  น้ำ  และอากาศจากแหล่งต่างๆไปใช้ประโยชน์   เพื่อการเจริญเติบโต  สร้างผลผลิตสำหรับแพร่พันธุ์หรือขยายพันธุ์ให้สามารถดำรงพันธุ์อยู่ได้

พืชที่มีความสำคัญทางการเกษตรทั้งหมด  ได้รับการปรับปรุงพันธุ์และพัฒนาสายพันธุ์มาจากพืชป่า  และเกือบทั้งหมดเป็นพืชชั้นสูงที่มีสีเขียว  มีโครงสร้างสมบูรณ์คือ  มีราก  ลำต้น ใบ  ดอก  ผล  และเมล็ด  สำหรับพืชชั้นต่ำเป็นพืชที่มีโครงสร้างไม่สมบูรณ์  บางชนิดมีบทบาทต่ออาชีพเกษตร  ได้แก่  เฟิร์น  และสาหร่าย   ส่วนเห็ดชนิดต่างๆที่นำมาเพาะเลี้ยงโดยทั่วไป  เช่น  เห็ดฟาง  เห็ดนางรม  เห็ดหูหนู  เห็ดเป๋าฮื้อ  ฯลฯ  เป็นฟังไจ (Fungi)         ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายพืชมาก  เช่น  ราขนมปัง  ยีส  ราเขียว  ราดำ  ฯลฯ

 

 

สาหร่าย

charkarn.com

เห็ดฟาง

panupon22.ob.tc

 


                                                                                   

 

 

            พืชพรรณทุกชนิด  ทั้งที่งอกขึ้นเองตามธรรมชาติ  หรือเกิดจากการเพาะปลูก  ล้วนต่างมีความสำคัญต่อการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิตอื่นทั้งสิ้น  ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตนั้นจะเป็นมนุษย์  สัตว์  หรือจุลินทรีย์  จึงสามารถจำแนกความสำคัญของพืชออกได้ดังนี้

            1.  พืชเป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน

                        พืชเป็นแหล่งพลังงานแรกของห่วงโซ่พลังงาน  เพราะพืชใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์มาสร้างความเจริญเติบโตและสร้างผลผลิต  เพื่อใช้เป็นอาหารของมนุษย์และสัตว์  นอกจากนั้น    พืชที่ตายแล้วยังนำมาใช้ทำฟืนและเผาถ่านเป็นพลังงานเชื้อเพลิง    รวมไปถึงซากดึกดำบรรพ์ของพืชที่เราขุดเจาะมาใช้งาน  คือ  น้ำมันดิบหรือปิโตรเลียม (Petroleum)  และถ่านหิน  ซึ่งเป็นพลังงานเชื้อเพลิงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันและการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ  สำหรับน้ำมันดิบ  เมื่อนำมากลั่นและผ่านโรงแยกก๊าซจะได้ก๊าซมีเทน  บิวเทน  และโพรเพน  ส่วนที่เป็นน้ำมันจะได้น้ำมันเบนซิน  น้ำมันก๊าด  น้ำมันดีเซล  และน้ำมันเตา

 

 

อ่าวไทย  เป็นแหล่งน้ำมันปิโตรเลียมที่สำคัญของไทย

kasetcity.com

 

 

 

 


ถ่านหินลิกไนท์นำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า

thaigoodview.com

 

            2.  พืชเป็นแหล่งผลิตออกซิเจน

                        กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชจะปล่อยก๊าซออกซิเจนออกมา  เป็นประโยชน์ต่อคนและสัตว์สำหรับใช้ในการหายใจ  รวมไปถึงจุลินทรีย์ต่างๆที่ใช้ก๊าซออกซิเจนเป็นพลังงานในการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุซึ่งมีประโยชน์ต่อกระบวนการเทคโนโลยีชีวภาพ

            3.  พืชช่วยรักษาสมดุลของสภาพแวดล้อม

                        พืชนอกจากจะเป็นแหล่งผลิตอากาศบริสุทธิ์แล้ว  ร่มเงาและสีสันความสวยงามของพืชทำให้เกิดความสดชื่น   ร่มเย็น  ซึ่งมีผลต่อสุขภาพกายสุขภาพจิตอีกด้วย    นอกจากนั้นรากพืชยังช่วยดูดซึมน้ำเอาไว้  ซึ่งช่วยป้องกันอันตรายจากภาวะน้ำท่วมฉับพลัน  และป้องกันสภาพอากาศแปรปรวน  ทำให้ฝนตกตรงตามฤดูกาล  ลดปัญหาภาวะแห้งแล้งและขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและประกอบอาชีพเกษตรกรรม

 

 

ต้นไม้คายก๊าซออกซิเจนออกมา  ทำให้เราได้อากาศบริสุทธิ์ มีผลดีต่อสุขภาพ

ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นตัวการให้เกิดภาวะเรือนกระจก

ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

oknation.net

 

 

 


            4.  พืชเป็นแนวกำบังลมตามธรรมชาติ

                        ลมพายุในฤดูกาลต่างๆที่พัดผ่านเข้ามาในแต่ละปีจะมีต้นไม้เป็นแนวป้องกันลดความแรงของกระแสลมที่อาจเป็นอันตรายต่อบ้านเรือน  ทรัพย์สิน  ตลอดจนพืชผลของเกษตรกร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าชายเลนมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับแหล่งที่อยู่อาศัยบริเวณชายฝั่งทะเล  พืชที่ควรนำมาปลูกเป็นพืชกำบังลม  ควรเป็นพืชลำต้นตรง  มีกิ่งก้านสาขาน้อย

 

การปลูกไผ่รวกเป็นแนวกำบังลม

rakbankerd.com

 

 

5.  พืชเป็นแหล่งสร้างอาชีพและรายได้

            จากการที่ประเทศไทยมีสภาพดินฟ้าอากาศเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชนานาชนิด  ทำให้ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเพาะปลูก  เช่น  ทำนาข้าว  ปลูกพืชผัก  ปลูกไม้ผล  ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ  และพืชอื่นๆ  ซึ่งผลผลิตจากพืชเหล่านี้ช่วยสร้างรายได้แก่ตนเองและครอบครัว  ทำให้มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดสาขาอาชีพอื่นตามมาอีกมาก  ทั้งอาชีพอุตสาหกรรมและธุรกิจการเกษตร  เช่น  การผลิตและจำหน่ายปุ๋ย  การผลิตและจำหน่ายสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช  การผลิตและจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือในการปลูกพืช  รวมไปถึงอุตสาหกรรมการแปรรูปและจำหน่ายผลผลิตพืช  เป็นต้น  ซึ่งอาชีพเหล่านี้ช่วยให้เกิดการสร้างงาน  ประชากรมีงานทำ  ช่วยลดปัญหาทางสังคมได้อีกทางหนึ่งด้วย

 

ร้านจำหน่ายปุ๋ยและเคมีภัณฑ์

ช่วยสร้างอาชีพสาขาธุรกิจการเกษตร

toptobuy.com

 

6.  พืชเป็นพลังค้ำจุนเศรษฐกิจของประเทศ

จากการที่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทยประกอบอาชีพเกษตรกรรม  รายได้หลักที่สำคัญของประเทศส่วนใหญ่มาจากการส่งออกพืชผลทางการเกษตร  ซึ่งรายได้เหล่านี้นำมาใช้พัฒนาประเทศในด้านต่างๆ  ทั้งด้านการศึกษา  สาธารณูปโภค  คมนาคม  และเทคโนโลยีต่างๆ  ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะนำไปสู่การพัฒนาอาชีพอื่น  เพื่อความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจต่อไป

 

การศึกษาและการคมนาคม

ได้รับการพัฒนาจากงบประมาณรายได้การส่งออกพืชผลทางการเกษตร

lasallechote.ac.thkroobannok.com

 

 

 

 

 

 

 

 


การจำแนกประเภทของพืชตามหลักวิชาพืชกรรม

            การจัดแบ่งประเภทของพืชตามหลักวิชาพืชกรรม  สามารถแบ่งพืชออกได้  3  ประเภท  คือ  พืชไร่  พืชสวน  และป่าไม้

พืชไร่(Agronomy)

พืชไร่ คือพืชที่ปลูกในพื้นที่ขนาดใหญ่ปฏิบัติดูแลรักษาง่ายๆ อายุการเก็บเกี่ยวสั้น ส่วนใหญ่เป็นพืชล้มลุกเมื่อให้ผลผลิตแล้วก็ตายไปเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของมนุษย์พืชไร่สามารถจำแนกออกเป็นประเภทต่างๆได้ ดังนี้

1.  จำแนกตามลักษณะการใช้ที่ดินโดยอาศัยความสูงต่ำของพื้นที่ และความต้องการใช้น้ำของพืช ซึ่งแบ่งออกได้ดังนี้

1.1  พืชที่ปลูกบริเวณที่ดอนเป็นพืชที่เจริญเติบโตและให้ผลผลิตดีในสภาพพื้นที่ที่ไม่มีน้ำท่วมขังมีความต้องการใช้น้ำของพืชในปริมาณปานกลางได้แก่ข้าวโพดอ้อย  มันสำปะหลัง  ข้าวฟ่างถั่วต่างๆเป็นต้น

 

 

 

ข้าวโพด

chiangmainews.co.th

อ้อย

bsnnews.com

 

 

 

 


1.2  พืชที่ปลูกบริเวณที่ลุ่มเป็นพืชที่เจริญงอกงามและให้ผลผลิตได้ดีในสภาพพื้นที่ๆมีน้ำขังเป็นพืชที่ต้องการใช้น้ำเพื่อสร้างความเจริญเติบโตในปริมาณมากเช่นข้าวแห้วบัวกระจับเป็นต้น

 

แห้ว

biogang.net

 

กระจับ

lanpanya.com

 

 

2.  จำแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ซึ่งแบ่งได้ดังนี้

     2.1  พืชใบเลี้ยงเดี่ยวคือพืชที่มีใบเลี้ยง  1  ใบ ลักษณะเส้นใบขนานตามความยาวของใบเช่นพืชตระกูลหญ้าซึ่งมีความสำคัญทางเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของมนุษย์และสัตว์นอกจากนี้ยังมีพืชอื่นๆ เช่น พืชตระกูลปาล์มเป็นต้น

 

 

ไผ่  ใช้เป็นอาหาร  ที่อยู่อาศัย  และวัสดุเสริมในงานคอนกรีต

bansuanporpeang.com

 

 

 

 


2.2  พืชใบเลี้ยงคู่คือพืชที่มีใบเลี้ยงเป็นคู่ๆ ลักษณะเส้นใบเป็นร่างแหได้แก่พืชตระกูลถั่วต่างๆและพืชอื่นๆที่มีลักษณะดังกล่าวพืชใบเลี้ยงคู่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันรองลงมาจากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว

 

ถั่วเหลือง........ราชาแห่งถั่ว

rakbankerd.com

 

3.  จำแนกตามหลักการใช้ประโยชน์ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

3.1  ธัญพืชหมายถึงพืชตระกูลหญ้าที่มีเมล็ดสามารถปลูกเจริญเติบโตได้มนุษย์และสัตว์ใช้ทั้งต้นและเมล็ดเป็นอาหารธัญพืชที่สำคัญของโลกได้แก่ข้าวข้าวสาลีข้าวไรย์ข้าวบาเลย์ ข้าวโอ๊ตและข้าวโพดเป็นต้น

3.2  พืชตระกูลถั่วหมายถึงพวกถั่วต่างๆที่เป็นพืชล้มลุกเช่นถั่วเขียวถั่วลิสงถั่วเหลืองถั่วแดงถั่วดำส่วนพืชตระกูลถั่วที่เป็นไม้ยืนต้นได้แก่ต้นแคต้นจามจุรีเป็นต้นซึ่งพืชดังกล่าวสามารถนำมาใช้ประกอบอาหารของมนุษย์และสัตว์ที่มีโปรตีนจากพืชสูงราคาถูกกว่าโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์

3.3  พืชอาหารสัตว์หมายถึงพืชจำพวกหญ้าผักหรือถั่วที่นำมาใช้เลี้ยงสัตว์ไม่ว่าจะอยู่ในรูปลักษณะแห้งเช่นฟางอัดแห้งเป็นฟ่อนหรือที่ยังสดอยู่ก็ตามเช่นถั่วข้าวฟ่างหญ้าพันธุ์ต่างๆข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น

ข้าวฟ่าง  เป็นพืชอาหารสัตว์ของสัตว์เคี้ยวเอื้อง

rakbankerd.com

 

 

3.4  พืชที่ใช้รากและหัวเป็นประโยชน์ หมายถึงพืชที่นำรากและหัวมาใช้ประโยชน์ในด้านอาหารของมนุษย์และสัตว์เช่น มันสำปะหลังเป็นต้น

3.5  พืชเส้นใยได้แก่  ฝ้าย ป่านปอ งิ้วนุ่นพืชพวกนี้เกิดขึ้นเพื่อนำเส้นใยไปใช้ในทางอุตสาหกรรมเช่นทำด้ายทำเชือกกระสอบเสื้อผ้าเป็นต้น

3.6  พืชที่ให้น้ำตาลเป็นพืชที่นำเอาส่วนใดส่วนหนึ่งมาผลิตน้ำตาลได้เช่นอ้อยหัวบีท

3.7  พืชชวนเสพคือพืชที่มีสารออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท ถ้าใช้มากๆติดต่อกันนานๆอาจทำให้ติดได้เช่นยาสูบชากาแฟฝิ่นเป็นต้น

 

ใบยาสูบมีสารนิโคติน

เป็นส่วนประกอบที่ทำให้เกิดการเสพติด

yarsubpong.ob.tc

 

 

 

3.8  พืชที่ให้น้ำมันเป็นพืชที่นำผลผลิตไปแปรรูปเป็นน้ำมันแล้วจึงนำน้ำมันมาใช้ประโยชน์ในการประกอบอาหารหรือนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลการเกษตรเช่นถั่วเหลืองถั่วลิสงมะพร้าวปาล์มละหุ่งงาฝ้ายข้าวโพดทานตะวันมะกอกเป็นต้น

 

ดอกทานตะวันให้น้ำมันสำหรับใช้ประกอบอาหาร  ทำน้ำมันชักเงา น้ำมันหล่อลื่น สีทาบ้าน

weekendhobby.com

 

 

3.9  พืชที่ให้น้ำยางเป็นพืชที่ให้น้ำยางสามารถนำมาใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ เช่นต้นยางพารายางสนยางนาเป็นต้น

 

 

ต้นยางนาให้น้ำมันยางนาใช้ทาไม้ ยาแนวเรือใช้ทำไต้จุดไฟให้แสงสว่าง

petprauma.com

 

 

 

 


พืชสวน(Horticulture)

พืชสวนสามารถจำแนกออกได้ตามลักษณะการใช้ประโยชน์ของพืชนั้นๆได้แก่  ไม้ผล  พืชผัก  ไม้ดอกไม้ประดับ  และพืชสมุนไพร  ดังนี้

ไม้ผลหมายถึงไม้ยืนต้นที่มีอายุยืนนานหลายปีจึงจะให้ผลผลิตที่เรียกว่าผลไม้ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีสภาพภูมิอากาศปัจจัยแวดล้อมเหมาะแก่การปลูกไม้ผลได้หลากหลายชนิดแม้กระทั่งไม้ผลเมืองหนาวเช่นท้อลิ้นจี่สตรอเบอร์รี่  ก็สามารถปลูกได้ดีในภาคเหนือของไทยประเทศไทยของเรามีผลไม้ทยอยออกตามฤดูกาลต่างๆตลอดทั้งปี อาชีพการทำสวนผลไม้จึงเป็นอาชีพสำคัญของคนไทยอีกอาชีพหนึ่งเกษตรกรที่ทำสวนจะต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพืชที่ตนเองปลูกและมีความขยันหมั่นเพียรปฏิบัติบำรุงดูแลรักษาสม่ำเสมอการทำสวนผลไม้ต้องอาศัยระยะเวลานานกว่าจะให้ผลผลิตจึงต้องมีเงินลงทุนสูงแต่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าพืชที่จัดเป็นผลไม้เช่น  ส้มต่างๆเงาะทุเรียนมังคุดสละลำไยมะม่วงมะเฟืองขนุนชมพู่เป็นต้น

 

มังคุด....ราชินีแห่งผลไม้

it.doa.go.th

 

พืชผักหมายถึงพืชพวกที่ใช้รากลำต้นใบดอกผลเป็นอาหารหรือเครื่องปรุงแต่งกลิ่นอาหารต่างๆพืชผักส่วนใหญ่เป็นพืชล้มลุกอายุสั้นเพียงฤดูเดียวเช่นผักกาดขาวกวางตุ้งคะน้า กะหล่ำปลีกะหล่ำดอกผักกาดหัวพืชผักบางชนิดอาจจะมีอายุมากกว่า  1  ปี เช่นผักกะเฉดขิงข่าตะไคร้เป็นต้นโดยทั่วไปสามารถจำแนกพืชผักได้ตามหลักการใช้ประโยชน์ได้  5ประเภทดังนี้

 

 

1.  ประเภทใช้ใบเป็นอาหารมีดังนี้

   -ใช้ใบเป็นอาหารโดยตรงเช่นคะน้าผักกาดขาวกวางตุ้งกะหล่ำปลี  ฯลฯ

   -ใช้ใบเป็นเครื่องปรุงแต่งกลิ่นอาหารหรือเครื่องชูรสเช่นสะระแหน่กะเพรา  โหระพาแมงลักยี่หร่า

 

 

คะน้า

stks.or.th

สะระแหน่

siamtrends.com

 

 

 

 


2.  ประเภทใช้ลำต้นเป็นอาหารมีดังนี้

     -ผักที่ใช้ลำต้นเป็นอาหารโดยตรงเช่นมันฝรั่ง

     -ผักที่ใช้ลำต้นเป็นเครื่องปรุงหรือเครื่องชูรสเช่นขิงข่าตะไคร้

 

 

มันฝรั่ง

bloggang.com

ขิง

agric-prod.mju.ac.th

 

 

 

 


3.  ประเภทใช้รากเป็นอาหารมีดังนี้

     -ผักที่ใช้รากเป็นอาหารโดยตรงเช่นผักกาดหัวแครอท

     -ผักที่ใช้รากเป็นเครื่องปรุงรสหรือเครื่องชูรสเช่น รากผักชี

 

 

แครอท

hilunch.com

รากผักชี

tulhawanfarm.board.ob.tc

 

 

 

 


4.  ประเภทที่ใช้ผลเป็นอาหาร มีดังนี้

         -ใช้ผลเป็นอาหารโดยตรงเช่นมะเขือต่างๆฟักทองถั่วฝักยาว

         -ใช้ผลเป็นเครื่องปรุงรสเช่นพริกขี้หนูพริกชี้ฟ้า

 

 

ฟักทอง

vcharkarn.com

พริกขี้หนู

meeshapedee.blogspot.com

 

 

 

 

 


5.  ประเภทที่ใช้ดอกเป็นอาหารเช่นกะหล่ำดอกดอกหอมดอกกุยช่าย

 

 

กะหล่ำปลี

flash-mini.com

ดอกกุยช่าย

siamtrends.com

 

 

 

 

 


ไม้ดอกไม้ประดับซึ่งแบ่งออกได้ดังนี้

1.  ไม้ดอกหมายถึงพืชที่ปลูกขึ้นเพื่อนำดอกไปใช้ประโยชน์เป็นพืชที่มีลักษณะดอกสวยงามบางชนิดดอกมีกลิ่นหอมไม้ดอกสามารถแบ่งตามลักษณะการใช้ประโยชน์ได้ดังนี้

1.1  ไม้ตัดดอกคือไม้ดอกที่ปลูกเพื่อตัดดอกมาใช้ประโยชน์โดยตรงใช้ประดับแจกันหรือประดับตกแต่งในงานพิธีต่างๆจัดบริเวณงานให้เกิดความสวยงามสามารถปลูกไม้ตัดดอกเพื่อการค้าเป็นอาชีพได้เช่นกล้วยไม้กุหลาบเยอบีร่าหน้าวัวเบญจมาศดาหลาลิลลี่คาร์เนชั่นซ่อนกลิ่นฝรั่งหรือแกลดิโอลัสเป็นต้น

 

 

 

 

กล้วยไม้

goodzaa.com

ดาหลา

maipradabonline.com

 

 

 

 


1.2  ไม้ดอกประดับหรือไม้ดอกติดกับต้นเป็นพันธุ์ไม้ดอกสวยงาม ไม่นิยมตัดดอกเพราะดอกไม่คงทนเหี่ยวเฉาง่าย นิยมปลูกเป็นกลุ่มหรือเป็นแปลงประดับตกแต่งอาคารสถานที่ มีทั้งไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ไม้พุ่มไม้ล้มลุกเช่นพุทธรักษาชบาทองอุไรผกากรองประทัดจีนดาวเรืองดาวกระจายสร้อยไก่หงอนไก่บานชื่นรักเร่เป็นต้น

 

 

ดาวกระจาย

maipradabonline.com

บานชื่น

nanagarden.com

 

 

 

 

 


2.  ไม้ประดับเป็นพันธุ์ไม้ที่ปลูกประดับตกแต่งอาคารสถานที่มีรูปทรงลำต้นใบสวยงามไม่คำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากดอกสามารถแบ่งได้ดังนี้

2.1  ไม้ใบคือพันธุ์ไม้ที่มีรูปร่างลักษณะของใบมีสีสันสวยงามเช่นเฟิร์นบอนสีปริกโปร่งฟ้าโกสนไทรยอดทองเทียนทองปาล์มต่างๆข่อยฤๅษีผสมพลับพลึง  วาสนา  สาวน้อยประแป้ง  เป็นต้น

 

 

วาสนา

thaigoodview.com

ปาล์ม

rakbankerd.com

 

 

 

 


2.2  ไม้กระถางเป็นพันธุ์ไม้ประดับที่สามารถนำมาปลูกให้เจริญเติบโตได้ดีในกระถางเช่นแอหนังตะบองเพชรสาวน้อยประแป้งไม้ตระกูลปาล์มไม้เลื้อยต่างๆเป็นต้น

 

 

ตะบองเพชร

gotoknow.org

อมรเบิกฟ้า

maipradabonline.com

 

 

 


2.3  ไม้ดัดและไม้แคระเป็นไม้ประดับที่มีความงามของทรงพุ่มลำต้นกิ่ง ใบดอกหรือผลโดยผู้ปลูกคอยตัดแต่งดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษและต้องมีศิลปะในการตกแต่งมากใช้เวลามากสามารถเลี้ยงเป็นงานอดิเรกหรือทำเป็นอาชีพได้พันธุ์ไม้ที่นิยมใช้ทำไม้ดัดไม้แคระได้แก่ข่อย ชาดัด  ตะโกโมกมะสังชวนชมเป็นต้น

 

 

โมก

peebonsai.com

ชวนชม

maipradabonline.com

 

 

 

 

 


            พืชสมุนไพร(Herbs  plant) หมายถึง  พืชที่ส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายๆส่วน  มีสรรพคุณในการป้องกันรักษาโรคบางชนิดได้  เช่น  ตะไคร้  มะขามแขก  ขมิ้น  ไพล  ฟ้าทะลายโจร  หญ้าหนวดแมว  ฯลฯ  ซึ่งปัจจุบันนี้ได้รับความนิยมอย่างสูง  เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขได้ให้การส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยทดลองอย่างจริงจัง จนสามารถนำมาใช้รักษาคนไข้ในโรงพยาบาลต่างๆได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาลอภัยภูเบศร์   จังหวัดปราจีนบุรี   มีชื่อเสียงมากในการรักษาผู้ป่วยด้วยสมุนไพรที่ผลิตได้เอง   พืชสมุนไพรมีมากมายหลายชนิด  แหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุด  คือ ศูนย์การศึกษาพัฒนาเขาหินซ้อน  จังหวัดฉะเชิงเทรา  อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

 

มะขามแขก

thaigoodview.com

 

            พืชอื่นๆ  หมายถึง  พืชบางชนิดที่มีกระบวนการปลูก  การดูแลรักษา  และให้ผลผลิตใกล้เคียงกับพืชไร่และพืชสวน  เช่น  มะพร้าวและปาล์มเป็นพืชที่ให้น้ำมัน  กาแฟเป็นพืชชวนเสพ  มะพร้าวและตาลโตนด  เป็นพืชที่ให้น้ำตาล  ยางพารา  ยางนา  สน  เป็นพืชที่ให้น้ำยาง  ฯลฯ

 

ยางแผ่น  เป็นผลผลิตที่ได้จากยางพารา

nanochitosan.blogspot.com

 

ป่าไม้ (Forest)

ป่าไม้คืออาณาบริเวณที่ต้นไม้ขึ้นหนาแน่นมีพื้นที่กว้างขวางพอที่จะมีผลต่อสภาพแวดล้อมต่างๆโดยทั่วไปเช่นลมฟ้าอากาศในบริเวณท้องถิ่นนั้นๆป่าไม้เป็นทรัพยากรที่สิ้นเปลืองอาจหมดสิ้นได้ถ้าไม่มีการควบคุมดูแลรักษาที่ดีพันธุ์ไม้บางชนิดอาจสูญพันธุ์แต่สามารถรักษาให้คงไว้ได้หรือปรับปรุงให้ดีขึ้นโดยวิธีการปลูกสร้างสวนป่าทดแทนในบริเวณที่ป่าถูกทำลายไปทั้งโดยธรรมชาติเช่น ไฟป่าหรือโดยฝีมือมนุษย์ที่ลักลอบตัดไม้ทำลายป่ารวมทั้งการทำไม้โดยถูกต้องตามกฎหมายในระบบสัมปทานตัดไม้แต่ในปัจจุบันระบบสัมปทานตัดไม้ได้ถูกยกเลิกโดยเด็ดขาดแล้ว

ประโยชน์และความสำคัญของป่าไม้ป่าไม้มีประโยชน์และมีความสำคัญต่อความเป็นอยู่และการดำรงชีพของมนุษย์เราเป็นอันมากซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

1.  ช่วยควบคุมสภาวะสมดุลทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพราะป่าไม้ช่วยสร้างสภาพอากาศให้มีความบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้นและช่วยป้องกันความแห้งแล้ง เพราะรากของต้นไม้จะช่วยดูดซับน้ำฝนที่ตกตามธรรมชาติไว้และช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นร่มเย็น

2.  เป็นต้นกำเนิดของแหล่งน้ำเช่นแม่น้ำลำธารเราเรียกป่าที่เป็นต้นกำเนิดแหล่งน้ำนี้ว่าป่าดิบน้ำซึ่งจะช่วยเก็บกักและชะลออัตราการไหลของน้ำไม่ให้น้ำไหลบ่าท่วมพื้นที่ราบเบื้องล่างทำให้มีการใช้น้ำตลอดปีนอกจากนี้ยังช่วยป้องกันและลดอัตรากัดเซาะการพังทลายของผิวดินเพราะรากของต้นไม้จะเป็นตัวยึดไม่ให้ดินเกิดการพังทลาย

3.  เป็นคลังสมุนไพรของคนในชุมชนและก่อให้เกิดอาชีพของชาวบ้านเช่น อาชีพการเก็บหาสมุนไพรหวายน้ำผึ้งไปขายทำให้สามารถมีวิธีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงพออยู่พอกินได้อันเนื่องมาจากผลผลิตจากป่า

 

 

ป่าไม้ช่วยป้องกันและบรรเทาการพังทลายของดิน

rukkunforever.multiply.com

 

 

 

 

 

 


สาเหตุสำคัญของวิกฤตการณ์ป่าไม้ในประเทศไทย

1.การลักลอบตัดไม้ทำลายป่าตัวการของปัญหานี้คือนายทุนพ่อค้าไม้เจ้าของโรงเลื่อยเจ้าของโรงงานแปรรูปไม้ผู้รับสัมปทานทำไม้และชาวบ้านทั่วไปซึ่งการตัดไม้เพื่อเอาประโยชน์จากเนื้อไม้ทั้งวิธีที่ถูกและผิดกฎหมายปริมาณป่าไม้ที่ถูกทำลายนี้นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามอัตราเพิ่มของจำนวนประชากรยิ่งมีประชากรเพิ่มขึ้นเท่าใดความต้องการในการใช้ไม้ก็เพิ่มมากขึ้นเช่นใช้ไม้ในการปลูกสร้างบ้านเรือนเครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตรกรรมเครื่องเรือนและถ่านในการหุงต้มเป็นต้น

 

การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า

kanchanapisek.or.th

 

2.  การบุกรุกพื้นที่ป่าไม้เพื่อเข้าครอบครองที่ดินเมื่อประชากรเพิ่มสูงขึ้นความต้องการใช้ที่ดินเพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินก็อยู่สูงขึ้นเป็นผลผลักดันให้ราษฎรเข้าไปบุกรุกพื้นที่ป่าไม้แผ้วถางป่าหรือเผาป่าทำไร่เลื่อนลอยนอกจากนี้ยังมีนายทุนที่ดินที่จ้างวานให้ราษฎรเข้าไปทำลายป่าเพื่อจับจองที่ดินไว้ขายต่อไป

 

การบุกรุกแผ้วถางป่าเพื่อครอบครองที่ดิน

news.nipa.co.th

 

3. การจัดสร้างสาธารณูปโภคของรัฐเช่น เขื่อน อ่างเก็บน้ำ เส้นทางคมนาคมการสร้างเขื่อนขวางลำน้ำจะทำให้พื้นที่เก็บน้ำหน้าเขื่อนที่อุดมสมบูรณ์ถูกตัดโค่นมาใช้ประโยชน์ส่วนต้นไม้ขนาดเล็กหรือที่ทำการย้ายออกมาไม่ทันจะถูกน้ำท่วมยืนต้นตาย เช่นการสร้างเขื่อนรัชชประภา

 

 

 

การสร้างเขื่อนจำเป็นต้องใช้พื้นที่จำนวนมาก  ซึ่งมีผลกระทบต่อป่าไม้

information.rid.go.th

 

 

 

 


4.  ไฟไหม้ป่ามักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้งซึ่งอากาศแห้งและร้อนจัดทั้งโดยธรรมชาติและตัวมนุษย์เอง

 

 

ไฟป่าทำลายชีวิตสัตว์ป่า  แหล่งอาหารที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า  และจุลินทรีย์ในดิน

panmai.com

 

 

 


5.  การทำเหมืองแร่แหล่งแร่ที่พบในบริเวณที่มีป่าไม้ปกคลุมอยู่มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดหน้าดินก่อนจึงทำให้ป่าไม้ที่ขึ้นปกคลุมถูกทำลายลง เส้นทางขนย้ายแร่ในบางครั้งต้องทำลายป่าไม้ลงเป็นจำนวนมาก เพื่อสร้างถนนหนทาง การระเบิดหน้าดิน เพื่อให้ได้มาซึ่งแร่ธาตุส่งผลถึงการทำลายป่า

 

 

การระเบิดหน้าดินในการทำเหมืองแร่ส่งผลถึงการทำลายป่า

consumersongkhla.org

 

 

 

 

 


วิธีการป้องกันและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้สามารถทำได้ดังนี้

1.  ลดการตัดไม้ทำลายป่าโดยใช้วัสดุอื่นทดแทนการใช้ไม้เช่นเหล็กพลาสติกโลหะอื่นๆแทนไม้และใช้ประโยชน์จากไม้ให้คุ้มค่ามากที่สุดโดยการปลูกจิตสำนึกของประชาชนให้เล็งเห็นความสำคัญและคุณค่าของป่าไม้อย่างแท้จริง

2.  การป้องกันและควบคุมไฟป่าไม่ให้เกิดขึ้นในเขตอนุรักษ์สัตว์และป่าต้นน้ำ

3.  การปลูกป่าทดแทนต้นไม้ที่ถูกทำลายไปซึ่งเป็นการเพิ่มจำนวนต้นไม้ให้มีปริมาณมากขึ้นในเขตป่าอนุรักษ์และการปลูกป่าแบ่งออกตามลักษณะการใช้ประโยชน์ดังนี้

1)  การปลูกป่าไม้เพื่อทดแทนป่าธรรมชาติหมายถึงการนำพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆไปปลูกในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมเพื่อให้มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมพื้นที่เพื่อสร้างความสมดุลทางธรรมชาติสร้างสภาพแวดล้อมให้กลับคืนมาดังเดิมเช่นโครงการปลูกป่าตามแนวพระราชดำริของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จำนวน  5ล้านไร่ เพื่อทดแทนป่าธรรมชาติเป็นต้น

2)  การปลูกป่าเศรษฐกิจคือการปลูกไม้ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันทดแทนต้นไม้ที่ถูกตัดไปใช้ซึ่งเราเรียกว่าการทำสวนป่าประชากรที่มีอาชีพการทำสวนป่านี้คือเกษตรกรสาขาการปลูกสร้างสวนป่าเช่นสวนป่าไม้สักสวนป่ายูคาลิปตัสสวนป่าไม้สนประดิพัทธ์สวนป่าไม้โตเร็วอื่นๆ เป็นต้น

 

 

สวนป่าสักทอง

ppcthailand.com

 

 

 

 


ความสำคัญของพืชเศรษฐกิจในท้องถิ่นสงขลา

 

            โรงเรียนนวมินทราชูทิศ ทักษิณ  ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่  431  หมู่ที่  2  บ้านน้ำกระจาย  ตำบลพะวง  อำเภอเมือง  จังหวัดสงขลา  ห่างจากห้าแยกบ้านน้ำกระจายประมาณ  900  เมตร  และอยู่ห่างจากทะเลสาบสงขลาด้านเกาะยอ  ประมาณ  2  กิโลเมตร  ห่างจากที่ว่าการอำเภอเมืองและศาลากลางจังหวัดสงขลา  ประมาณ  13  กิโลเมตร     พื้นที่รอบๆบริเวณโรงเรียนนวมินทราชูทิศ ทักษิณ  ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่ม  มีน้ำขังตลอดปี  ลักษณะดินเป็นดินร่วนสีดำ     มีความเป็นกรดค่อนข้างสูง  ดังนั้นการปลูกพืชเศรษฐกิจจะต้องมีการปรับปรุงบำรุงดิน    โดยใช้วัสดุปรับปรุงดินต่างๆ  เช่น  แกลบ  ปุ๋ยคอก  ปุ๋ยหมัก  ปูนขาว  ฯลฯ  จึงจะช่วยให้ดินมีคุณสมบัติทางกายภาพดีขึ้น

 

รูปถ่ายโรงเรียน

 

 

 


            การเกษตรมีความสำคัญต่อความเป็นอยู่ของชุมชนในเขตเทศบาลตำบลพะวง        ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงเรียนนวมินทราชูทิศ ทักษิณ  มาก  ซึ่งจะเห็นได้จากผลการสำรวจเมื่อปี  2553  พบว่า  เทศบาลตำบลพะวง  มีประชากรประกอบอาชีพทางการเกษตรมากที่สุดถึงร้อยละ  70  ประกอบอาชีพรับจ้างร้อยละ  15  ประกอบอาชีพรับราชการร้อยละ  10  ประกอบอาชีพค้าขายและอื่นๆร้อยละ  5

            เขตตำบลพะวงมีพื้นที่ทั้งหมด  33,525  ไร่  เป็นพื้นที่ทำการเกษตรเกี่ยวกับการปลูกพืช  10,386  ไร่  แบ่งเป็นปลูกไม้ยืนต้น  7,960  ไร่  ทำนา  800  ไร่  ปลูกไม้ผล  222  ไร่  ปลูกพืชไร่  135  ไร่  ปลูกพืชผัก  80  ไร่  ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ  10  ไร่  และพื้นที่อื่นๆ  1,179  ไร่  ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ใช้ในการปลูกพืชถึง  1  ใน  3  ของพื้นที่ทั้งหมด

            เมื่อมองภาพรวมในระดับจังหวัดสงขลา  ซึ่งประกอบด้วยอำเภอต่างๆจำนวน  16  อำเภอ  ได้แก่  1)  อำเภอเมืองสงขลา  2)  อำเภอสทิงพระ  3)  อำเภอจะนะ  4)  อำเภอนาทวี  5)  อำเภอเทพา  6)  อำเภอสะบ้าย้อย  7)  อำเภอระโนด  8)  อำเภอกระแสสินธุ์9)  อำเภอรัตภูมิ  10)  อำเภอสะเดา  11)  อำเภอหาดใหญ่12)  อำเภอนาหม่อม  13)  อำเภอควนเนียง  14)  อำเภอบางกล่ำ  15)  อำเภอสิงหนคร  และ  16)  อำเภอคลองหอยโข่ง  มีเนื้อที่ทั้งหมด  4,621,183  ไร่  พื้นที่ถือครองเพื่อการเกษตรประมาณ  2,844291  ไร่  คิดเป็นร้อยละ  61.55ของพื้นที่ทั้งหมด  มีผู้ประกอบอาชีพการเกษตร  จำนวน  155,455  ครัวเรือน  พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดสงขลา  มีทั้งพืชสวนและพืชไร่  ได้แก่  ยางพารา  ข้าว  มะพร้าว  และตาลโตนด  ดังนี้

            ยางพาราเป็นพืชสวนใบเลี้ยงคู่  เนื้อที่ปลูก  1,733,946  ไร่  ผลผลิต  3,590,991  ตัน/ปี  มูลค่า  122,093  ล้านบาท  พื้นที่ปลูกทุกอำเภอ(ยกเว้นอำเภอสิงหนครสทิงพระ  ระโนด)

สวนยางพารา

news.enterfarm.com

 

 

            ข้าวเป็นพืชไร่ใบเลี้ยงเดี่ยว  เนื้อที่ปลูก  456,187  ไร่  ผลผลิต  239,583  ตัน/ปี  มูลค่า  1,019,914,500  บาท  พื้นที่ปลูกทุกอำเภอ(ยกเว้นอำเภอสะเดา)  แบ่งออกเป็น  ข้าวนาปี  พื้นที่ปลูก  456,187  ไร่  ผลผลิต  194,030  ตัน/ปี  มูลค่า  814,926,000  บาท  พื้นที่ปลูกทุกอำเภอ(ยกเว้นอำเภอสะเดา)  ส่วนข้าวนาปรัง  เนื้อที่ปลูก(ปลูกซ้ำในพื้นที่ปลูกข้าวนาปี)  91,876  ไร่  ผลผลิต  45,553  ไร่  มูลค่า  204,988,500  บาท  พื้นที่ปลูกอำเภอระโนด  กระแสสินธุ์  ควนเนียงรัตภูมิ  บางกล่ำ  และนาทวี

 

ข้าว

thairath.co.th

 

            มะพร้าวเป็นพืชสวนใบเลี้ยงเดี่ยว  เนื้อที่ปลูก  30,050  ไร่  ผลผลิต  21,039.4  ตัน/ปี  มูลค่า  54,160,693  บาท  ปลูกได้ทุกอำเภอ

 

มะพร้าว

thaigoodview.com

 

        ตาลโตนด  เป็นพืชสวนใบเลี้ยงเดี่ยวในท้องถิ่นที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตชาวลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลามายาวนาน  วิถีชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ทำนาในช่วงฤดูฝนปีละครั้ง  หลังจากนั้นจะว่างงาน  ประกอบกับเป็นช่วงหน้าแล้ง  ตาลโตนดจะให้ผลมากทั้งลูกทั้งน้ำ  พอถึงฤดูฝนผลผลิตจะน้อย  ชาวบ้านก็หันไปทำนาต่อ  เป็นวัฏจักรของอาชีพในรอบปีของชาวบ้าน

            ตาลโตนดเป็นพืชที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทุกปีติดต่อกันประมาณ  80  ปี        ให้ผลผลิตสม่ำเสมอก่อให้เกิดอาชีพหลากหลายในชุมชน  ทั้งอาชีพโดยตรงและอาชีพเสริม  ได้แก่  อาชีพปาดตาล  ทำน้ำตาลโตนด  ขายน้ำตาลโตนด  และอาชีพเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำตาลโตนด  เช่น  น้ำผึ้ง  น้ำตาลปึก  น้ำตาลแว่น  หรือขนมต่างๆ  เช่น     ขนมตาล  จาวตาลเชื่อม  หัตถกรรมจากใยตาล  ใบตาล  ไม้ตาล  ฯลฯ  ทำให้ชาวบ้านมีรายได้สม่ำเสมอ

            จากข้อมูลของสำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลา  ปี  2552  พบว่า  ตาลโตนดสร้างรายได้ให้เกษตรกรในจังหวัดสงขลาซึ่งเป็นรายได้เสริมประมาณ  394.7  ล้านบาท/ปี  ในจังหวัดสงขลามีตาลโตนดประมาณ  3  ล้านต้น  ครอบคลุมพื้นที่  7  อำเภอ  ได้แก่  อำเภอ สิงหนครสทิงพระ  กระแสสินธุ์  ระโนด  ควนเนียง  รัตภูมิ  และจะนะ

            ตาลโตนดเป็นพืชที่สามารถนำทุกส่วนมาทำประโยชน์ได้ตั้งแต่รากถึงยอด  กล่าวคือ

            ลำต้น  ใช้ทำเครื่องเรือน  ก่อสร้าง  เชื้อเพลิง  แปรรูปเป็นหัตถกรรมไม้ตาล

            ทางตาล  ใช้ทำรั้ว  คอกสัตว์เลี้ยง  เชื้อเพลิง  ทำเส้นใยงานจักสาน  ทำขะเน็ด(เชือก)ผูกพะองไม้ไผ่  หรือใช้เย็บใบจากสำหรับมุงหลังคา  ทำเก้าอี้

            ใบตาล  ใช้มุงหลังคา  เชื้อเพลิง  เถ้าถ่านให้ธาตุโพแทสเซียม  ลิ้นขลุ่ย  หมวก  กระเป๋า  และภาชนะต่างๆ

        ใยตาล  ใช้ในงานหัตถกรรม  เช่น  ทำหมวก  กระเป๋า  กล่องทิชชู  ที่ครอบผม      โคมไฟ

            ผลตาล  ใช้ผลอ่อนบริโภค  ผลสุก  ใช้เป็นอาหารของวัวและหมู  ผลสุกคั้นน้ำใช้ปรุงแต่งกลิ่นรสของขนม  โดยเฉพาะขนมตาล  เปลือกผลแห้งใช้ทำเชื้อเพลิง

            เมล็ดตาลสุก  นำมาเพาะเพื่อทำจาวตาล  บริโภคทั้งสดและแปรรูป  เมล็ดแก่แห้งใช้ทำถ่าน  เปลือกหุ้มเมล็ดตากแห้งใช้ทำเชื้อเพลิง  เมล็ดแห้งใช้ทำงานหัตถกรรม  เพาะขยายพันธุ์

            น้ำตาลโตนด  นำมาบริโภคในรูปของน้ำตาลสด  น้ำส้มสายชูหมัก  น้ำตาลเมา          ที่เรียกว่า  หวากหรือกระแช่  เคี่ยวเป็นน้ำผึ้งเหลว(น้ำตาลเข้มข้น)  สำหรับทำน้ำตาลปึกหรือน้ำตาลแว่น  น้ำตาลผง  ทำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์(เหล้าพื้นบ้าน)

            ราก  ใช้ต้มเป็นยารักษาโรคตาลขโมย

            ช่อดอกตัวผู้(งวง)  ใช้ตากแห้ง  เป็นส่วนผสมยาบำรุงกำลัง  แก้เบาหวาน  แก้ตาลขโมย

            ด้วยเหตุนี้เอง  ตาลโตนดจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดสงขลาจนถึงปัจจุบัน

 

ต้นตาลโตนด

gotoknow.org

 

            จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการเกษตรเป็นอาชีพของคนส่วนใหญ่และสร้างรายได้ให้แก่จังหวัดสงขลามาก  นอกจากนี้ในบางอำเภอได้นำผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรไปพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร  สร้างรายได้พออยู่พอกิน  เช่น  ตำบลเกาะยอ  ซึ่งเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอเมืองสงขลา  ซึ่งอยู่ติดกับตำบลพะวง  เป็นเกาะเล็กๆอยู่ในทะเลสาบสงขลา  มีสะพานติณสูลานนท์เชื่อมต่อระหว่างเกาะยอกับผืนดินใหญ่  มีการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่น่าสนใจและทำรายได้ให้แก่ชุมชนเกาะยอมาก  ได้แก่

            ละมุด  รสชาติดี  หอมหวานต่างจากที่อื่น  ละมุดบางต้นมีอายุถึง  100  ปี

 

ละมุดเกาะยอ

abjsongkhla.go.th

 

            จำปาดะขนุน  เป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในเกาะยอ  มีลักษณะพิเศษกว่าที่อื่น  กล่าวคือ  ผลเหมือนขนุนแต่มีรสชาติเหมือนจำปาดะ  มีรสชาติหอมหวาน  ในการปลูกขณะที่จำปาดะขนุนออกผลเล็กๆ  จะมีการใส่โคร๊ะ  ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน  ห่อผลจำปาดะขนุนไว้เพื่อป้องกันแมลง

 

จำปาดะขนุนใส่โคร๊ะ

thaigreenagro.com

 

            สวนสมรม  เป็นการทำการเกษตรแบบธรรมชาติ  มีการปลูกไม้ผลนานาชนิด  เช่น  ทุเรียน  ลองกอง  ส้มโอ  สะตอ  ฯลฯ  ไม้ดอกไม้ประดับ  บนเนื้อที่  24  ไร่  ของลุงไพจิตรและคุณป้าถวิลวรรณ  ปริศวงศ์

           

สรุป

             การเกษตรมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์มาก  อาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยและจังหวัดสงขลาพืชเป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน  แหล่งผลิตออกซิเจน  ช่วยรักษาสมดุลของสภาพแวดล้อม  เป็นแนวกำบังลมตามธรรมชาติ และ เป็นพลังค้ำจุนเศรฐกิจของประเทศ   พืชสามารถจำแนกออกเป็น  3  ประเภท  ได้แก่  พืชไร่  พืชสวน  และป่าไม้  สำหรับจังหวัดสงขลามีการปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ  ได้แก่  ยางพารา  ข้าว  และมะพร้าว  นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกด้วย

ชุดที่  2  เรื่อง  เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการปลูกพืช  

 

ใบความรู้

เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการปลูกพืช

 

เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการปลูกพืช  มีความจำเป็นต่อเกษตรกรหรือชาวบ้านปลูกพืชไม่ว่าจะปลูกไว้กินในครัวเรือน  หรือ  เพื่อจำหน่าย   เนื่องจากเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการปลูกพืชช่วยทุ่นแรงและอำนวยความสะดวกในการทำงาน   เครื่องมือเกษตรที่ดีควรมีลักษณะเหมาะสมกับประเภทของงานนั้น ๆ  และอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน  ช่วยให้การเกษตรมีประสิทธิภาพดี  ทำได้รวดเร็วและได้ผลดี    ดังนั้นในชุดการสอนฉบับนี้  นักเรียนจะได้ศึกษาเกี่ยวกับ  ความหมาย  ประเภท  ข้อควรคำนึง  หลักการใช้  การเก็บและการบำรุงรักษา  ประโยชน์ของเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการปลูกพืช  และเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการปลูกพืชในท้องถิ่นนวมินท์สงขลา  ดังนี้

 

ความหมาย

เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการปลูกพืช  หมายถึง  สิ่งที่มนุษย์ได้คิดประดิษฐ์หรือสร้างขึ้นมาใช้ในการเพาะปลูกและขยายพันธุ์พืช  มีจุดประสงค์ที่สำคัญคือ  ช่วยผ่อนแรงและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน  ซึ่งเครื่องมือและอุปกรณ์ในการปลูกพืชมีมากมายหลายชนิด  แต่ละชนิดจะเหมาะสมกับงานเฉพาะอย่าง  หรือใช้งานได้หลายอย่าง  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะและคุณภาพของเครื่องมือและอุปกรณ์นั้น

 

ประเภทของเครื่องมือและอุปกรณ์ในการปลูกพืช

เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการปลูกพืช  แบ่งออกได้  2  ลักษณะคือ  แบ่งตามพลังงานที่ใช้  และแบ่งตามชนิดของงานที่ทำ

1.  เครื่องมือและอุปกรณ์ในการปลูกพืชแบ่งตามพลังงานที่ใช้  มี  5  ประเภทคือ

     1.1  เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้แรงงานจากสัตว์  ได้แก่  เครื่องมือและอุปกรณ์จำพวกไถ  คราด  และอีขลุบหรือขุบ  ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ต้องใช้แรงงานจากสัตว์สำหรับเตรียมดิน  รวมไปถึงเกวียนที่ใช้ขนผลผลิตจากไร่นาด้วย  เครื่องมือและอุปกรณ์เหล่านี้ในปัจจุบันมีใช้น้อยมาก  ในบางท้องถิ่นอาจไม่มีเลย  จึงควรช่วยกันอนุรักษ์ไว้  หรืออาจนำไปพัฒนาเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่   เพราะเครื่องมือและอุปกรณ์เหล่านี้เป็นมรดกอันล้ำค่าของประเทศที่ช่วยบุกเบิกการเกษตรให้พัฒนาถาวรตลอดมา

 

การใช้เกวียนเพื่อขนผลผลิตจากไร่นา

bloggang.com

bloggang.com

 

                 1.2  เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้แรงคน  ได้แก่  เครื่องมือและอุปกรณ์ทุกชนิดที่ต้องใช้แรงงานจากคนในการถาก  ขุด  ฟัน  ตัด  เกี่ยว  และแบกหาม  ได้แก่  จอบ  เสียม  พลั่ว  มีด  เลื่อยตัดกิ่ง  กรรไกรตัดกิ่ง  กรรไกรตัดหญ้า  ขวาน  เคียว  แกระ  ตะกร้า  เข่ง  สาแหรก  ฯลฯ  เครื่องมือและอุปกรณ์เหล่านี้มีใช้กันแพร่หลายทุกท้องถิ่น

 

จอบ  เป็นเครื่องมือเตรียมดินที่ใช้แรงคน

lanpanya.com

 

                 1.3  เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานจากเครื่องยนต์  ได้แก่  รถไถเดินตาม     รถแทรกเตอร์  เครื่องสูบน้ำ  เลื่อยยนต์  เครื่องตัดหญ้า  รถสายพานเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชไร่  เรือรดน้ำ  และเครื่องฉีดพ่นสารเคมี

 

รถไถเดินตาม  ใช้พลังงานจากเครื่องยนต์

brrd.in.th

 

                 1.4  เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า  ได้แก่  เครื่องตัดหญ้าไฟฟ้า  เครื่องสูบน้ำไฟฟ้า  เครื่องปั๊มน้ำ  อุปกรณ์ให้น้ำพืชแบบอัตโนมัติ  เครื่องย่อยดินและผสมดินปลูก  เป็นต้น

 

เครื่องปั๊มน้ำ  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า

thaiselling.com

 

            1.5  เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานธรรมชาติ  ได้แก่  กังหันลมที่ใช้พลังลมในการสูบน้ำหรือวิดน้ำ  และเครื่องทำน้ำร้อน  โดยอาศัยพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับผลิตไอน้ำเข้าโรงเรือนเพาะเห็ด  เป็นต้น

 

การหมุนกังหันลมเพื่อให้ระหัดวิดน้ำทำงาน

rmutphysics.com

 

2.  เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการปลูกพืช  จัดประเภทตามลักษณะการใช้งาน  แบ่งออกได้ดังต่อไปนี้

                  2.1  เครื่องมือที่ใช้ในการเตรียมดิน  หมายถึง  เครื่องมือที่ใช้ในการขุดดิน  พรวนดิน  ย่อยดิน  เพื่อให้ดินมีลักษณะเหมาะสมต่อการเพาะปลูกพืช  ได้แก่

1)  จอบขุด  ลักษณะตัวจอบเป็นแผ่นแบน  ค่อนข้างหนาและหนัก  หน้าจอบโค้งเว้า  มุมจอบ แหลมคม  ใช้ขุดดินเตรียมแปลงปลูกพืช  เป็นต้น

2)  จอบถาก  ตัวจอบเป็นแผ่นเหล็กบางไม่หนา  หนักเท่าจอบขุด  หน้าจอบเรียบเสมอกัน น้ำหนักเบา  ใช้ขุดดินร่วน  หรือถากหญ้า  ย่อยดิน

                        3)  คราด  ใช้ในการย่อยดินให้เป็นก้อนเล็กๆ  และใช้เก็บเศษหญ้าบนหน้าดิน  เมื่อใช้แล้วควรล้างทำความสะอาด  เช็ดให้แห้ง  แล้วทาด้วยน้ำมันเพื่อกันสนิม  เก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย

                        4)  เสียม  ใช้ในการขุดหลุมเพื่อปลูกต้นไม้  เหมาะในการขุดหลุมขนาดเล็ก  เมื่อใช้แล้วควรล้างทำความสะอาด  เช็ดให้แห้ง  แล้วทาด้วยน้ำมันเพื่อกันสนิม  เก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย

                        5)  พลั่วกาบอ้อย  ใช้ในการขุดดิน  พรวนดิน  ส่วนใหญ่ใช้ขุดหลุมที่ลึกและแคบ  และการขุดร่องทำแปลงผักในพื้นที่ดินเหนียว  ซึ่งจะขาดอุปกรณ์ชนิดนี้ไม่ได้

                        6)  ช้อนปลูก  ใช้ในการตักดิน  ตักปุ๋ย  หรือขุดหลุมขนาดเล็กๆ  ไม่ลึก  เมื่อใช้แล้วควรล้างทำความสะอาด  เช็ดให้แห้ง  แล้วทาด้วยน้ำมันเพื่อกันสนิม  เก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย

                        7)  ส้อมพรวน  ใช้ในการพรวนดิน  เหมาะกับดินที่ร่วนซุย  เนื่องจากส้อมพรวนไม่ใช่อุปกรณ์เกษตรประเภทใช้งานหนัก  เมื่อใช้แล้วควรล้างทำความสะอาด  เช็ดให้แห้ง  แล้วทาด้วยน้ำมันเพื่อกันสนิม  เก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย

            8)  มีดดายหญ้า  ใช้ทำความสะอาดพื้นที่ก่อนเตรียมดิน  มีหลายแบบ  หลายขนาด  ทั้งด้ามสั้น  ด้ามยาว  จะใช้แบบใดขนาดใดขึ้นอยู่กับลักษณะและความสูงของวัชพืช

            9)  ไถ  ใช้เตรียมดินทั้งที่ดอนและที่ลุ่ม  เช่น  นาข้าว  นาบัว  นาแห้ง  ไถเป็นเครื่องมือโบราณที่เกิดจากภูมิปัญญาไทย  ใช้สำหรับพลิกพื้นดินให้ดินมีสภาพเหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของพืช

            10)  รถไถ   เทคโนโลยีประเภทยนตรกรรมที่ผลิตขึ้นมา  เพื่อใช้เตรียมดินสำหรับปลูกพืชทั้งที่ดอนและที่ลุ่ม  การใช้รถไถเตรียมดินปลูกพืชนั้น  ต้องพิจารณาถึงเรื่องขนาดของพื้นที่เป็นสำคัญ  คือ  พื้นที่ขนาดเล็ก  ควรเลือกรถไถประเภทเดินตาม  พื้นที่ขนาดใหญ่ควรใช้รถไถประเภทขับเคลื่อน

 

การใช้รถไถในการปรับพื้นที่หรือไถพรวนดินสำหรับการทำไร่ขนาดใหญ่

cornthai.com

 

2.2  เครื่องมือที่ใช้ในงานให้น้ำพืช  ได้แก่

      1)  บัวรดน้ำ  ใช้ในการรดน้ำเหมาะกับต้นกล้าหรือต้นไม้ที่มีขนาดเล็ก  ลำต้นอ่อน   น้ำที่ออกจากฝักบัวจะเป็นสายขนาดเล็ก  ช่วยให้น้ำกับพืชได้ทั่วถึง  และต้นไม้ไม่บอบช้ำ  เมื่อใช้แล้วล้างทำความสะอาด  เก็บเศษหญ้าออกจากบัวรดน้ำ  เพื่อไม่ให้อุดตันฝักบัวเมื่อนำไปใช้รดน้ำครั้งต่อไป

     2)  สปริงเกลอร์ (Sprinkler) หรือสปริงเกอร์ (Sprinkle)  เป็นเครื่องมือให้น้ำพืชแบบพ่นฝอย  ใช้ติดตั้งในแปลงปลูกพืช  แปลงขยายพันธุ์พืช  สนามหญ้า  เมื่อเปิดน้ำเข้า  หัวฉีดจะพ่นน้ำเป็นฝอยออกมาเหมือนฝนตก  ซึ่งจะทำให้พืชได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง  ครอบคลุมพื้นที่ที่กำหนดไว้ได้  เครื่องมือชนิดนี้จะมีอุปกรณ์ประกอบคือ  นาฬิกาตั้งเวลา (Timer)  และวาล์วปิด-เปิดน้ำอัตโนมัติ  ซึ่งจะช่วยให้สามารถตั้งเวลาในการให้น้ำพืชได้ตามต้องการ  ในปัจจุบันเครื่องมือชนิดนี้ได้รับความนิยมมาก  เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลา  เปลืองแรงงานในการเปิด-ปิดน้ำ  และรดน้ำพืช

     3)  หัวน้ำหยด  เป็นอุปกรณ์ประกอบในการให้น้ำแบบระบบน้ำหยด  ซึ่งเป็นวิธีการให้น้ำที่เน้นการอนุรักษ์น้ำ  และควบคุมระดับน้ำให้เป็นไปตามความต้องการของพืชมากที่สุด  อุปกรณ์ให้น้ำแบบหัวน้ำหยด  จะช่วยประหยัดน้ำได้ดีเยี่ยม  และค่าใช้จ่ายในการติดตั้งค่อนข้างถูกกว่าระบบพ่นฝอย  การให้น้ำแบบนี้สามารถใช้ได้ดีกับไม้กระถางและไม้ยืนต้นต่างๆ  ปัจจุบันได้นำหลักการดังกล่าวไปดัดแปลงสิ่งของเหลือใช้จำพวกถุงน้ำเกลือ  แกลลอน  สายยาง  ก้นกรองบุหรี่  มาใช้ในการให้น้ำระบบน้ำหยด

 

การให้น้ำพืชแบบน้ำหยด

kanchanapisek.or.th

 

 

2.3  เครื่องมือที่ใช้ในงานปฏิบัติรักษาพืช  ได้แก่

      1)  เครื่องพ่นสารเคมี  หมายถึง  เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการฉีดพ่นสารเคมีจำพวกปุ๋ย  สารกำจัดศัตรูพืช  เครื่องมือเหล่านี้ประกอบด้วยตัวถัง  สายยาง  หัวฉีดพ่น

 

เครื่องพ่นยาเพื่อกำจัดศัตรูพืชในนาข้าว

kanchanapisek.or.th

 

      2)  กรรไกรตัดแต่งกิ่ง  มี  3  ชนิด  คือ

         -กรรไกรด้ามสั้น  คือ  กรรไกรที่ใช้ตัดแต่งและเก็บเกี่ยวผลผลิตพืช  จะใช้กับพืชที่มีลำต้นเตี้ย  และมีเนื้อไม้ไม่แข็งมากเกินไป

 

กรรไกรตัดกิ่งด้ามสั้น

trgreen.co.th

 

         -กรรไกรด้ามยาว  คือ  กรรไกรที่ใช้ตัดแต่งหญ้า  และตัดแต่งต้นไม้ให้มีรูปทรงสวยงาม  คมกรรไกรจะบางกว่าด้ามสั้น  ดังนั้นจึงไม่ควรนำไปตัดกิ่งไม้ที่มีเนื้อเหนียวและแข็ง

 

กรรไกรตัดกิ่งด้ามยาว

nanagarden.com

 

         -กรรไกรกระตุก  คือ  กรรไกรที่ใช้ตัดกิ่งไม้ในที่สูง  และสามารถต่อด้ามให้ยาวได้ตามต้องการ  โดยมีเชือกร้อยติดกับคมกรรไกรด้านล่างสำหรับใช้กระตุกเมื่อต้องการตัดกิ่งไม้  กรรไกรชนิดนี้มีคมหนา  สามารถตัดเนื้อไม้แข็งปานกลางได้

 

กรรไกรกระตุก

be2hand.com

     

 

3)  เลื่อยตัดแต่งกิ่ง  เป็นเลื่อยที่ใช้เฉพาะตัดแต่งกิ่งไม้เท่านั้น  ฟันเลื่อยถี่  ทำให้กิ่งไม้ที่เลื่อยไม่ช้ำหรือฉีกขาด  ใบเลื่อยโค้งงอและค่อนข้างบาง  เหมาะสำหรับตัดแต่งกิ่งไม้ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน  1  นิ้ว  หากกิ่งไม้มีขนาดใหญ่  ต้องใช้เลื่อยลันดาหรือเลื่อยชนิดอื่นที่มีความแข็งแรงกว่า  ปัจจุบันได้พัฒนาการกรรไกรกระตุกให้มีใบเลื่อยตัดแต่งกิ่งด้วย

 

            เลื่อยตัดแต่งกิ่ง 

 

2.4  เครื่องมือที่ใช้ในงานเก็บเกี่ยวผลผลิต   ได้แก่

      เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆที่นำมาใช้เก็บเกี่ยวผลผลิตพืช  ส่วนใหญ่จะใช้ร่วมกับงานเตรียมดิน  งานปลูกพืช  งานปฏิบัติรักษาพืช  และงานขยายพันธุ์พืช  เช่น  จอบ  เสียม  พลั่วกาบอ้อย  สองเขาขุด  ใช้สำหรับเก็บเกี่ยวพืชหัว  กรรไกรตัดกิ่งและมีด  ใช้สำหรับเก็บเกี่ยวผลผลิตไม้ดอกและไม้ผลต้นเตี้ย  ตะกร้อ  ใช้สำหรับเก็บเกี่ยวไม้ผลที่มีลำต้นสูง  เคียวและแกระ  ใช้สำหรับเก็บเกี่ยวข้าว  ฯลฯ

 

   

เคียว

watsamrong.com

แกระ

arunsawat.com

 


2.5  เครื่องมือที่ใช้ในงานขยายพันธุ์พืช  ได้แก่

      1)  มีดติดตาต่อกิ่ง  ใช้สำหรับการขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีการติดตา  ต่อกิ่ง  เสียบยอด  ทาบกิ่ง  ตอนกิ่ง  ใบมีดทำด้วยเหล็กกล้า  คมมีดบางและทน  มีความคมมาก  สะดวกในการปาด  ควั่น  และบาก

 

             มีดติดตาต่อกิ่ง 

 

     2)  กระบะเพาะเมล็ดที่เป็นหลุมสำเร็จรูป

 

กระบะเพาะเมล็ดที่เป็นหลุมสำเร็จรูป

 

 

     3)  กระบะพ่นหมอก  เป็นอุปกรณ์ที่นิยมใช้ในการขยายพันธุ์พืชโดยวิธีปักชำ  มักเป็นกระบะปูน  ภายในกระบะเดินท่อน้ำโดยรอบ  พร้อมติดตั้งหัวฉีดแบบพ่นฝอยเป็นระยะๆ  เพื่อให้พืชที่นำมาปักชำได้รับความชื้นอย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ

 

 

 

 

     4)  ถุงเพาะชำ

 

ถุงเพาะชำ

           weloveshopping.com

 

ข้อควรคำนึงถึงการผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการปลูกพืช

- ใช้เงินทุนน้อย  เนื่องจากฐานะทางเศรษฐกิจของเกษตรกรค่อนข้างต่ำ  เครื่องมือและอุปกรณ์การเกษตรต้องมีราคาถูก  อยู่ในฐานะที่เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรจะร่วมกันลงทุนได้  ซึ่งขณะนี้ได้มีเครื่องมือและอุปกรณ์การเกษตรที่คนไทยพัฒนาขึ้นใช้ในท้องถิ่น  เป็นที่รู้จักกันดี และใช้กันอย่างแพร่หลายแล้ว  ได้แก่  รถไถเดินตาม  เครื่องสีข้าวขนาดเล็ก    รถเกษตรหรือรถอีแต๋น

 

        

รถไถเดินตาม

thaimisc.pukpik.com

รถเกษตรหรือรถอีแต๋น

weloveshopping.com

 

 

 

 

 


- ใช้วัสดุในท้องถิ่น  เพื่อให้เกษตรกรทั่วไปสามารถพัฒนาอุปกรณ์นั้นๆขึ้นใช้ในท้องถิ่นซึ่งจะทำให้ราคาต้นทุนการผลิตนั้นๆต่ำลงด้วย

- ใช้แรงงานและฝีมือของคนในท้องถิ่น  เพื่อเป็นการเสริมสร้างและสนับสนุนเศรษฐกิจของประชากรในท้องถิ่น  ใช้งานง่าย  ไม่มีระบบหรือกลไกที่ยุ่งยาก  เกษตรกรสามารถใช้งาน  ซ่อมแซม  และบำรุงรักษาได้ด้วยตนเอง

- ใช้พลังงานธรรมชาติให้มากที่สุด  เช่น  พลังน้ำ  พลังลม  จะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้งาน  ทำให้ต้นทุนผลิตผลต่ำลง  และเป็นการประหยัดทรัพยากรของประเทศด้วย

- มีขนาดไม่ใหญ่โต  ขนาดของเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตร  มีผลต่อการใช้งาน  การลงทุน  ตลอดจนการเคลื่อนย้าย  เนื่องจากเกษตรกรไทยมีพื้นที่ทำกินไม่มากนัก  ผลิตผลที่ได้มีจำนวนไม่มาก  จึงเหมาะสำหรับใช้อุปกรณ์การผลิตขนาดเล็ก  นอกจากนี้ยังสามารถเคลื่อนย้ายไปใช้ในท้องถิ่นต่างๆได้โดยง่าย  ไม่ต้องอาศัยเครื่องผ่อนแรงในการเคลื่อนย้าย  ซึ่งจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกด้วย

 

หลักการใช้ การเก็บ และการบำรุงรักษา

1)  หลังทำงานเสร็จทุกครั้งให้ทำความสะอาดเครื่องมืออุปกรณ์  พร้อมตรวจสอบดูการชำรุดสึกหรอ  หากพบให้รีบซ่อมแซมให้เรียบร้อย

2)  เครื่องมืออุปกรณ์ที่เป็นโลหะ  ให้ชโลมน้ำมันเพื่อกันสนิม  เครื่องยนต์ต้องถ่ายน้ำมันเครื่องตามกำหนด  เติมน้ำ  เติมลมให้ได้พอดี

3)  ทำบัญชีเครื่องมืออุปกรณ์  เพื่อช่วยความจำ  จัดเก็บให้เป็นที่เป็นทาง               เป็นระเบียบ  หมวดหมู่  จัดเก็บให้พ้นแดดพ้นฝน

4)  เลือกใช้เครื่องมืออุปกรณ์ให้ถูกกับลักษณะงานที่ทำ  อย่าใช้งานหักโหม

5)  ขณะใช้งานต้องคอยสังเกตสิ่งผิดปกติ  เช่น  เสียง  กลิ่น  ถ้าพบต้องหยุดเพื่อหาสิ่งบกพร่อง  แล้วรีบแก้ไข

6)  ขณะใช้งานต้องแต่งกายให้รัดกุม  เพราะอาจเป็นอันตรายได้

7)  เครื่องมืออุปกรณ์ที่ได้มาใหม่  ต้องศึกษาวิธีการใช้ให้เข้าใจ  และควรทำตามคู่มือการใช้อย่างเคร่งครัด

8)  เครื่องมืออุปกรณ์ที่มีความสลับซับซ้อน  หากชำรุดเสียหาย  ต้องให้ผู้ชำนาญการโดยเฉพาะเป็นผู้ซ่อมแซมจะดีกว่าที่เราทำเอง  เครื่องมืออุปกรณ์การเกษตรนั้น  ในขณะนี้มีการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาเป็นจำนวนมาก  บางอย่างเราอาจศึกษาหาวิธีทำขึ้นมาใช้เองก็จะเป็นการดี การรู้จักใช้เครื่องมืออุปกรณ์อย่างฉลาดนั้น  จะทำให้การประกอบอาชีพทางการเกษตรประสบความสำเร็จ

 

ประโยชน์ของเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการปลูกพืช

            เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆที่นำมาใช้ในการเพาะปลูก  มีประโยชน์ดังนี้

            1.  ช่วยลดแรงงาน  เครื่องมือและอุปกรณ์ทุกชนิดจะช่วยให้ใช้แรงงานน้อยลง  หรือช่วยผ่อนงานหนักให้เป็นงานเบา  เป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิต  เช่น  เรือรดน้ำ

 

เรือรดน้ำ

oknation.net

 

            2.  เพิ่มประสิทธิภาพของงาน  เนื่องจากงานปลูกพืชทุกชนิดจะต้องเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ  ทั้งในเรื่องสภาพอากาศ  ฤดูกาล  และปริมาณน้ำฝน  ดังนั้น  จึงต้องมีความพร้อมและความรวดเร็ว  ทั้งในการเตรียมดิน  การปลูก  การปฏิบัติรักษา  และการเก็บเกี่ยวผลผลิต  จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ  เพื่อช่วยในการทำงานให้ทันเวลา  เช่น  การใช้ไถแทนการขุด  การใช้รถแทรกเตอร์แทนรถไถเดินตาม  เป็นต้น

            3.  ความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน  ในการปฏิบัติรักษาพืชภายใต้ระบบเคมี  เช่น  การใช้ปุ๋ยเคมี  การใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช  และการใช้สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชนั้น  เป็นอันตรายกับผู้ปฏิบัติงาน  หากไม่มีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่เหมาะสม  เช่น  เครื่องมือผสมปุ๋ย  เครื่องฉีดพ่นสารเคมี  หน้ากากป้องกันสารพิษ

 

          

เครื่องผสมปุ๋ย

thaispeedmachinery.net

เครื่องพ่นสารเคมีชนิดสะพายหลัง

rujirashop.com

 

 

 

 

 


            4.  ช่วยให้ขยายกิจการได้รวดเร็ว  การประกอบอาชีพเพาะปลูกที่ประสบผลสำเร็จ  สามารถขยายกิจการได้รวดเร็วทันต่อความต้องการของตลาด  โดยการนำเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆมาใช้ในการควบคุมและรักษามาตรฐานในการผลิต

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการปลูกพืชในท้องถิ่นนวมินท์สงขลา

 

            ชุมชนรอบๆโรงเรียนนวมินทราชูทิศ ทักษิณ  ตลอดไปถึงอำเภอต่างๆในจังหวัดสงขลา  ส่วนใหญ่ใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ในการปลูกพืชทั่วไปตามที่วางจำหน่ายในท้องตลาด  ตั้งแต่เครื่องมือเตรียมดิน  ให้น้ำพืช  ปฏิบัติดูแลรักษา  เก็บเกี่ยวผลผลิต  และเครื่องมือขยายพันธุ์พืช

            มีภูมิปัญญาบางกลุ่มที่ประยุกต์หรือผสมผสานความรู้เก่ากับความรู้ใหม่เข้าด้วยกัน  โดยอาศัยประสบการณ์และความฉลาดรวมทั้งความรู้ที่สั่งสมมา  ผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อใช้ในการปลูกพืช  เพื่อทุ่นแรงประหยัดเวลา  และงบประมาณ  เช่น  มีดกรีดยาง  มีดปาดตาล  ไม้สอยมังคุด  ถุงห่อกระท้อน  โคระ  ดังนี้

 

มีดกรีดยาง

 

            จากวิถีชีวิตของชาวสงขลาที่ปลูกยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญนั้น  ผลผลิตของยางพาราที่สำคัญที่สุด  คือ  น้ำยาง  การได้มาซึ่งน้ำยางนั้น  ต้องใช้มีดกรีดที่ลำต้น  อายุของต้นยางพาราที่สามารถเปิดกรีดได้  ควรมีอายุประมาณ  7  ปีครึ่ง    ขนาดเส้นรอบวงของต้นไม่ต่ำกว่า  50  ซ.ม.  ความสูง  150  ซ.ม. จากพื้นดิน  ต้นยางในแต่ละสวนอาจโตไม่เท่ากัน  ทั้งนี้ควรมีต้นสามารถเปิดกรีดได้มากกว่า  70 %  ของจำนวนต้นยางทั้งหมด  การกรีดควรทำมุม  30  องศากับแนวระนาบ  และเอียงจากซ้ายบนลงมาขวาล่าง  นำถ้วยมารองรับน้ำยางไว้

            ในการกรีดยางต้องใช้มีดสำหรับกรีดยางโดยเฉพาะ  ซึ่งเรียกว่า  มีดกรีดยาง              มีลักษณะเป็นรูปโค้ง  ปลายมีดบิด  มีด้าม  และมีความคมมาก  เพื่อให้การกรีดยางได้มาตรฐาน  กล่าวคือ  เมื่อกรีดแล้วมีเปลือกงอกใหม่หนาพอที่จะกลับมากรีดใหม่ได้อีก

            ในจังหวัดสงขลามีชาวสวนยางที่ศึกษาการทำมีดกรีดยางที่เหมาะกับยางภาคใต้ตอนล่าง  แล้วสามารถทำมีดกรีดยางที่มีคุณภาพไว้ใช้เองและจำหน่ายทั่วประเทศไทย  เช่น  นายวานิช  ฮวดสุวรรณ  อยู่บ้านเลขที่  78/1  หมู่ที่  8  ต.  ศาลาใหม่  อ.  รัตภูมิ  จ.  สงขลา  โทร.  080-3824679  การทำมีดกรีดยางจะตีจากบาร์เลื่อยของ  STIHL   และตลับลูกปืน(เหล็กใหม่)  มีดจะมีความคม  แข็ง  และเหนียว  นักเรียนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  V.toy@hotmail.com

            นอกจากนี้ยังมีภูมิปัญญาท่านอื่นๆที่ทำมีดกรีดยางในจังหวัดสงขลาอีก  เช่น  ร้าน  ป. สงขลาทำมีด  ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่  463/5  ถนน....................ต.  บ่อยาง  อ.  เมือง  จ.  สงขลา

 

มีดกรีดยาง

 

 

การกรีดยาง

มีดปาดตาล

            มีดปาดตาล  เป็นมีดขนาดกลาง  ใบมีรูปร่างคล้ายปลากราย  ปลายแหลม  สันหนา  ด้ามทำด้วยไม้ยาวประมาณ  1  คืบหรือ  30  ซ.ม.  มีความคมมาก  ใช้สำหรับปาดงวงตาล

            ในอำเภอสิงหนคร  มีศูนย์รวมมีดปาดตาลจากที่ต่างๆในจังหวัดสงขลา  เพื่อจำหน่ายให้กับผู้ที่ประกอบอาชีพปาดตาล  โดยผู้จำหน่ายจะตระเวนจำหน่ายตามตลาดนัดในหมู่บ้าน  ชุมชนของอำเภอสิงหนคร  สทิงพระ  และระโนด  สามารถติดต่อได้ที่คุณระพี  ชีวะสาโร  โทร.  086-9535715

 

มีดปาดตาล

konrakmeed.com

 

ไม้สอยมังคุด

            มังคุดที่มีคุณภาพดีนั้น  นอกจากสายพันธุ์ดี  ทำนุบำรุงดูแลให้ปุ๋ยให้น้ำดีแล้ว  การเก็บเกี่ยวจะต้องมีการคัดขนาด  คัดสี  ผิวไม่บอบช้ำจากการเก็บเกี่ยวจากต้น  ดังนั้น  การเก็บเกี่ยวจึงทำอย่างทะนุถนอม  ปัญหาของชาวสวนในการเก็บเกี่ยวมังคุด  คือ  ต้องเก็บทีละลูก  เครื่องมือที่ใช้เก็บจะต้องเป็นไม้สอยยาวๆ  ปลายไม้มีส่วนรองรับลูกมังคุด  ซึ่งมีภูมิปัญญาชาวสงขลาคิดประดิษฐ์ไม้สอยมังคุดขึ้น  เช่น  นายประเสริฐ  พุมพันธุ์  อยู่บ้านเลขที่  32  หมู่ที่  2  ต.  บางกล่ำ  อ.  บางกล่ำ  จ.  สงขลา  ที่ได้ประยุกต์การทำไม้สอยมังคุดจากภูมิปัญญาชาวสวนมังคุดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

ไม้สอยมังคุดแบบดั้งเดิม

board.trekkingthai.com

 

ไม้สอยมังคุดที่ประยุกต์มาจาก  “ตะกร้อลุงสุน”  จังหวัดระยองkanchanapisek.or.th

 

ถุงห่อกระท้อน

            โดยนายขุ้ย  วรนาถ  อยู่บ้านเลขที่........หมู่ที่  3  ต.  บางกล่ำ  อ.  บางกล่ำ  จ.  สงขลา  ผลิตถุงห่อกระท้อน  เพื่อป้องกันการทำลายของแมลงและต้องการให้ผลกระท้อนผิวสวย

โคระ

            นายเถ็กฉ้วน  ศรีสุวรรณ  อยู่บ้านเลขที่  25  หมู่ที่  2  ต.  เกาะยอ  อ.  เมือง  จ.  สงขลา  เป็นผู้ผลิตโคระไว้สำหรับห่อผลจำปาดะขนุน  โดยเริ่มจากการนำใบมะพร้าวมาสานเป็นรูปทรงรีในขณะที่ใบมะพร้าวยังมีสีเขียวอยู่  สานเสร็จแล้วก็แขวนผึ่งลมไว้ให้แห้ง  เมื่อโคระเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลจึงนำไปห่อผลจำปาดะขนุน  เพื่อป้องกันแมลงวันทองหรือแมลงวันผลไม้  เป็นการลดความเสียหายของผลผลิต  ปลอดภัยจากสารเคมี  ต้นทุนต่ำ  ผลผลิตมีสีผิวที่สวย  น่าซื้อ

ชุดที่  3  เรื่องดิน

ใบความรู้

ดิน

 

สิ่งมีชีวิตทั้งหลายต้องอาศัยดินในการยังชีพและการเจริญเติบโต  เช่น  มนุษย์และสัตว์ต้องอาศัยดินเป็นที่ตั้งของบ้านเรือนและที่อยู่อาศัย  เป็นแหล่งกำเนิดของปัจจัยที่จำเป็นในการดำรงชีพด้านอื่นๆ  เช่น  อาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  ที่อยู่อาศัย  และยารักษาโรค  พืชก็ต้องอาศัยดินในการเจริญเติบโต  นับตั้งแต่เริ่มงอกจากเมล็ดจนกระทั่งแตกกิ่งก้านสาขา  และให้ผลผลิตในที่สุด  จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่นักเรียนควรมีความรู้เรื่องดิน  เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตในโอกาสต่อไป   ดังนั้นในใบความรู้ฉบับนี้  จึงได้เสนอเนื้อหา เกี่ยวกับ  เรื่อง     ความหมายของดิน    ความสำคัญของดิน   ส่วนประกอบของดิน  คุณสมบัติของดินที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช   เนื้อดิน    การปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับการปลูกพืช  การเตรียมดินปลูกพืช  และดินท้องถิ่นนวมินทร์สงขลา   ดังนี้

 

ความหมายของดิน

ดิน (Soil)  หมายถึง  วัตถุที่เกิดขึ้นจากการสลายตัว หรือการผุพังของหินและแร่ธาตุ ผสมคลุกเคล้ากับสารที่ได้จากการเน่าเปื่อยของอินทรียวัตถุ  เรียงตัวกันเป็นชั้นๆ  เมื่อมีอากาศและน้ำในปริมาณที่เหมาะสม  ก็จะทำให้พืชสามารถเจริญเติบโตเป็นประโยชน์ต่อคนและสัตว์หรือพืชด้วยกัน

คำจำกัดความของดินในทางการเกษตร  จะหมายถึง  วัตถุที่เกิดขึ้นจากการผุพังของหินและแร่ธาตุต่างๆ  ผสมคลุกเคล้ากับซากพืชซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยแล้ว  ซึ่งเรียกว่า  อินทรีย์วัตถุ  ทำให้เกิดเป็นวัตถุที่เรียกว่า  ดิน  ซึ่งเป็นที่ให้พืชต่างๆเจริญงอกงามอยู่ได้

 

ความสำคัญของดิน

            ดินมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชและการเกษตรกรรม    กล่าวโดยสรุปได้ดังนี้

            1.  เป็นที่ให้รากพืชได้เกาะยึดเหนี่ยว  เพื่อให้ลำต้นของพืชยืนต้นได้อย่างมั่นคง  แข็งแรง  ขณะที่พืชเจริญเติบโต  รากของพืชจะเติบโตชอนไชหยั่งลึกแพร่กระจายลงไปในดินอย่างกว้างขวาง  ทั้งแนวลึกและแนวราบ  ดินที่ร่วนซุยและมีชั้นดินลึก  รากพืชจะเจริญเติบโตแข็งแรง  สามารถเกาะยึดดิน  ต้านทานต่อลมพายุไม่ทำให้ต้นพืชล้มหรือถอนโคนได้

            2.  เป็นแหล่งให้ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช  ทั้งนี้เนื่องจากธาตุอาหารพืชจะถูกปลดปล่อยออกจากอินทรีย์วัตถุและแร่ต่างๆที่เป็นองค์ประกอบของดิน     ให้อยู่ในรูปที่รากพืชสามารถดึงดูดไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย

            3.  เป็นแหล่งที่เก็บกักน้ำหรือความชื้นในดินให้อยู่ในรูปที่รากพืชสามารถดึงดูดได้ง่าย  เพื่อนำไปหล่อเลี้ยงลำต้นและสร้างการเจริญเติบโต  น้ำในดินจะต้องอยู่ในสภาพที่เหมาะสมเท่านั้น  ที่รากพืชสามารถดูดดึงขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้  การรดน้ำพืชจนขังแฉะ  รากพืชไม่สามารถดึงดูดน้ำขึ้นไปใช้ประโยชน์ได้  จะทำให้พืชเหี่ยวเฉาและตายในที่สุด

            4.  เป็นแหล่งที่ให้อากาศในดินที่รากพืชใช้เพื่อการหายใจ  รากพืชประกอบด้วยเซลล์ที่มีชีวิต  ต้องการออกซิเจนสำหรับการหายใจ  ทำให้เกิดพลังงานเพื่อการดึงดูดน้ำ            ธาตุอาหาร  และการเจริญเติบโต  ดินที่มีการถ่ายเทอากาศดี  รากพืชจะเจริญเติบโตแข็งแรง  ดูดน้ำและธาตุอาหารได้มาก  ทำให้ต้นพืชเจริญเติบโตแข็งแรงและให้ผลผลิตสูง

            5.  เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กและจุลินทรีย์  สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในดิน  เช่น  แมลงต่างๆ  ไส้เดือน  กิ้งกือ  แมงมุม  เป็นต้น  ตลอดจนจุลินทรีย์ต่างๆที่เป็นประโยชน์แก่พืช  เช่น  รา  แบคทีเรีย  ยีสต์  ซึ่งสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะกัดกินและย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ในดินให้เน่าเปื่อยผุพัง  ทับถมอยู่ในดินและละลายแร่ธาตุอาหารต่างๆให้เป็นประโยชน์ต่อพืช  นอกจากนั้นยังช่วยทำให้ดินร่วนซุย  มีคุณสมบัติเหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของพืชได้อีกด้วย

 

ส่วนประกอบของดิน

            ดินประกอบด้วยส่วนที่เป็นของแข็ง  ของเหลว  และก๊าซ  ในปริมาณและสัดส่วน    ที่แตกต่างกันไป  ส่วนประกอบของดินนั้นได้มาจากปัจจัยที่ควบคุมการเกิดดิน

1.  ของแข็ง  ประกอบด้วยอนินทรีย์วัตถุ  อินทรียวัตถุ  และสิ่งมีชีวิต

                 1)  อนินทรีย์วัตถุ  มีปริมาณมากที่สุดในดินทั่วไป (ยกเว้นดินอินทรีย์)  ได้จากการผุพังสลายตัวของหินและแร่  มีขนาดแตกต่างกันไปทั้งขนาดเล็กกว่า  2  ม.ม.  ที่เป็นอนุภาคทราย  ทรายแป้ง  ดินเหนียว  และชิ้นส่วนหยาบที่มีขนาด  2  ม.ม.  หรือใหญ่กว่า  อนินทรีย์วัตถุเป็นตัวควบคุมลักษณะเนื้อดิน  เป็นแหล่งธาตุอาหารของพืชและจุลินทรีย์  ควบคุมกระบวนการต่างๆที่เกิดขึ้นในดิน

                 2)  อินทรีย์วัตถุ  อินทรีย์วัตถุเป็นส่วนของซากพืชซากสัตว์ที่ถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ดิน  ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการย่อยสลายอินทรียวัตถุ  เกิดเป็นสารประกอบอินทรีย์ต่างๆขึ้นมา  มีความสำคัญต่อสมบัติทางกายภาพ  เคมี  ชีวภาพ  และความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืช  เช่น  โครงสร้างดิน  ความร่วนซุย  การระบายน้ำ  การถ่ายเทอากาศ  การดูดซับน้ำและธาตุอาหารของดิน  แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงรากพืชหรือเศษซากพืชหรือสัตว์ที่ยังไม่มีการย่อยสลาย

     3)  สิ่งมีชีวิต  สิ่งมีชีวิตจะรวมถึงพืชและสัตว์  ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่          ที่มองเห็นและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า  เช่น  ไส้เดือน  หนอน  มด  ปลวก  รากพืช  จุลินทรีย์ดิน  สิ่งมีชีวิตต่างๆเหล่านี้จะแทรกตัวอาศัยอยู่ตามช่องว่างในดิน  มีบทบาทต่อการผุพังสลายตัวของหินและแร่  การย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ  การเปลี่ยนแปลงสมบัติต่างๆของดิน  การถ่ายเทอากาศ  การเคลื่อนย้ายของสารต่างๆในดิน

 

ไส้เดือน  ช่วยทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้น

rakbankerd.com

 

2.  ของเหลว

                 ของเหลวเป็นส่วนของน้ำ  สารละลาย  และสารแขวนลอยในดิน  อยู่ตามช่องว่างในดิน  ปริมาณของเหลวจะเป็นสัดส่วนกลับกับส่วนที่เป็นก๊าซ  น้ำและสารละลายที่พบอยู่ในช่องว่างระหว่างอนุภาคดินกับเม็ดดิน  มีความสำคัญมากต่อการเจริญเติบโตของพืช     โดยช่วยละลายธาตุอาหารต่างๆในดิน  และเป็นส่วนสำคัญในการเคลื่อนย้ายธาตุอาหารพืชจากดินไปสู่ราก  และจากรากไปสู่ส่วนต่างๆของพืช

 

3.  ก๊าซ

                 ก๊าซเป็นส่วนของอากาศ  ประกอบด้วย  ไอน้ำและก๊าซต่างๆที่พบโดยทั่วไป      ในดิน  ได้แก่  ไนโตรเจน  ออกซิเจน  คาร์บอนไดออกไซด์  ไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือก๊าซไข่เน่า  และมีเทน  เป็นต้น  ซึ่งเป็นประโยชน์หรือเป็นพิษต่อพืชและสิ่งมีชีวิตในดิน

 

คุณสมบัติของดินที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช

โดยทั่วไปแล้ว  ในการที่จะปลูกพืชให้มีความเจริญเติบโตได้ดีนั้น  ถ้าเราจะพิจารณาจากดินแล้ว  ดินนั้นน่าจะมีส่วนประกอบที่สำคัญดังนี้

1)  อนินทรีย์วัตถุ  คือ  ส่วนที่เป็นของแข็งที่ได้จากสิ่งที่ไม่มีชีวิต  ได้แก่  หิน  แร่ธาตุต่างๆที่ผ่านการย่อยสลาย  ผุกร่อน  ปล่อยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อเจริญเติบโตของพืช  ควรมีอยู่ประมาณร้อยละ  45

2)  อินทรีย์วัตถุ  คือ  ส่วนที่ได้จากการเน่าเปื่อยผุพังสลายตัวของซากพืชซากสัตว์และจุลินทรีย์  จะทำให้ดินร่วนซุย  มีการระบายน้ำและการถ่ายเทอากาศได้ดี  ดินที่ดีควรมีอินทรีย์วัตถุผสมอยู่ประมาณร้อยละ  5

3)  น้ำ  เป็นส่วนประกอบที่มีอยู่ตามช่องว่างระหว่างเม็ดดิน  จะช่วยละลายอาหารพืช  ถ้าน้ำในดินมีมาก  ดินนั้นก็จะมีอากาศอยู่น้อย  ดินที่ดีควรมีน้ำอยู่ประมาณร้อยละ  25

4)  อากาศ  เป็นส่วนประกอบที่มีความสัมพันธ์กับน้ำ  อากาศในดินจะช่วยให้จุลินทรีย์ในดินเจริญเติบโต  อากาศในดินประมาณร้อยละ  25  เป็นปริมาณที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช

ดินดี  ในทางการเกษตร   หมายถึง   ดินที่มีความเหมาะสมต่อการปลูกพืช          ปริมาณอนินทรีย์วัตถุ  อินทรีย์วัตถุ  น้ำ  และอากาศ  ในสัดส่วนที่เหมาะสม   สามารถปลูกพืชได้โดยใช้วิธีการจัดการดูแลตามปกติธรรมดาที่ไม่ยุ่งยาก  มักจะมีหน้าดินสีดำ  หนา       มีปริมาณอินทรีย์วัตถุสูง  มีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืชสูง  ไม่มีสารที่เป็นพิษต่อพืช   มีปฏิกิริยาดินใกล้เป็นกลาง  มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างประมาณ  5.5-7.0  และไม่มีชั้นที่ขัดขวางการเจริญเติบโตของรากพืช

ดินไม่ดีหรือดินเลว  คือ  ดินที่มีสมบัติทางกายภาพและเคมีไม่เหมาะสม  หรือเหมาะสมน้อยสำหรับการเพาะปลูก  ส่งผลให้พืชไม่สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตตามปกติได้

ถ้าหากว่าจำเป็นต้องใช้ดินเหล่านี้ในการเพาะปลูกพืช  ก็ต้องมีการจัดการแก้ไขให้เหมาะสมเสียก่อน

 

คุณสมบัติที่สำคัญบางประการของดินที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูก

            เนื่องจากดินเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเพาะปลูก  การเจริญเติบโตของพืช  จึงขึ้นอยู่กับคุณสมบัติต่างๆหลายประการของดิน  ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น  3  ประเภท  ดังนี้

            1.  คุณสมบัติทางด้านกายภาพหรือทางฟิสิกส์ของดิน

            2.  คุณสมบัติทางด้านเคมีของดิน

            3.  คุณสมบัติทางด้านความอุดมสมบูรณ์ของดิน

1.  คุณสมบัติทางด้านกายภาพของดิน

                 คุณสมบัติทางกายภาพของดิน  หมายถึง  คุณสมบัติของดินที่เป็นสิ่งซึ่งเราสามารถตรวจสอบได้ด้วยการแลเห็นหรือจับต้องได้  เช่น  เนื้อดิน  ความโปร่งหรือแน่นทึบของดิน  ความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน  สีของดิน  เป็นต้น  คุณสมบัติของดินเหล่านี้  บางครั้งเราเรียกว่า  คุณสมบัติทางฟิสิกส์  ได้แก่

                 1.1  เนื้อดิน (Soil  texture)  คุณสมบัติที่เรียกว่าเนื้อดิน  ได้แก่  ความเหนียว  ความหยาบ  ความละเอียด  ที่เรามีความรู้สึกเมื่อเราหยิบเอาดินที่เปียกพอหมาดๆขึ้นมาบี้ด้วยนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้  ความรู้สึกที่เกิดขึ้นว่าดินบางก้อนเหนียว  บางก้อนหยาบและสากมือนั้น  เนื่องจากอนุภาคของแร่หรืออนินทรีย์สารที่เป็นองค์ประกอบอยู่ในดินมีขนาดต่างกัน  อยู่ร่วมกันทั้งหยาบและละเอียดเป็นปริมาณสัดส่วนแตกต่างกันออกไป

 

การตรวจสอบเนื้อดินโดยวิธีสัมผัส

ssnm.agr.ku.ac.th

 

     1.2  โครงสร้างของดิน (Soil  structure)  เป็นคุณสมบัติของดินที่เกิดจากสภาพที่อนุภาคของดินที่เกาะกันเป็นก้อนหรือเม็ดดิน  มีขนาดต่างๆอยู่รวมกันอย่างหลวมๆตามธรรมชาติ  ทำให้ดินมีสภาพโปร่งไม่แน่นทึบ  ดินทรายและดินเหนียว  ถ้ามีโครงสร้างที่เหมาะสมก็จะสามารถเปลี่ยนสภาพความโปร่งและความแน่นทึบอันเป็นคุณสมบัติเดิมของเนื้อดินนั้นได้  เช่น  ดินเหนียว  คุณสมบัติเดิมคือเหนียวและแน่นทึบ  ถ้าเราใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงไป  นานๆเข้าโครงสร้างที่ดีก็จะเกิดขึ้น  ซึ่งมีผลให้ดินนั้นมีคุณสมบัติโปร่ง  ไถพรวนง่ายขึ้นเพราะดินจะฟูขึ้นมา  เนื่องจากอนุภาคดินเหนียวจะจับเกาะกันเป็นเม็ดดินก้อนเล็กๆอยู่รวมกันอย่างหลวมๆเช่นเดียวกับดินทราย  คุณสมบัติเดิมที่โปร่งเกินไป  เมื่อใช้ปุ๋ยคอกใส่ลงไปในดินนานๆเข้า  ดินจะมีโครงสร้างที่เหมาะสม  กล่าวคือ  อนุภาคทรายที่อยู่อย่างหลวมๆ  จะจับเกาะกันเป็นก้อนดินเล็กๆที่แน่นทึบขึ้น  ลดความโปร่งลง  อุ้มน้ำดีขึ้น  การไถพรวนก็ยังคงง่ายและสะดวกเหมือนเดิม  ดังนั้น  โครงสร้างของดินเปลี่ยนแปลงได้  กล่าวคือ  เราทำให้เกิดขึ้นหรือให้หมดสภาพไปได้  ส่วนเนื้อดินเราเปลี่ยนแปลงได้ยาก  โดยเฉพาะในสภาพไร่นา  ดินผสมปลูกต้นไม้ในกระถางเท่านั้นที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงชนิดของเนื้อดินได้

            ลักษณะโครงสร้างที่ดีของดิน  ได้แก่  สภาพที่เม็ดดินเกาะกันเป็นก้อนเล็กๆขนาดเท่าหัวไม้ขีด  เล็กหรือโตกว่าบ้างเล็กน้อย  อยู่รวมกันอย่างหลวมๆ  ตลอดชั้นของหน้าดินลึกประมาณ  15-20  ซ.ม. (ดินพื้นผิว)  เม็ดดินเหล่านี้จะมีความคงทนพอสมควรต่อแรงกระแทกของน้ำฝนหรือการไถพรวน  แต่ถ้ามีการไถพรวนปลูกพืชเป็นเวลานานประกอบกับไม่มีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มเติมลงไปในดินเลย  โครงสร้างดังกล่าวจะสลายตัวและหมดสภาพไป  พวกดินเหนียวก็จะกลับแน่นทึบและแข็งเมื่อแห้ง  ส่วนพวกดินทรายก็จะอุ้มน้ำได้น้อยลง  ดินจะโปร่งและแห้งเร็วจนเกินไป

 

ลักษณะโครงสร้างที่ดีของดิน

fws.cc

 

เม็ดดินที่ประกอบกันเป็นโครงสร้างที่ดี  ส่วนใหญ่เกิดจากอินทรีย์วัตถุในดินเป็นตัวเชื่อมอนุภาคดินเหนียว  ดินตะกอน  และดินทรายเข้าด้วยกัน  เป็นเม็ดดินก้อนเล็กๆ  ดังนั้นการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงไปในดินเสมอๆ  จึงส่งเสริมให้เกิดสภาพโครงสร้างที่ดีดังกล่าว  เมื่ออินทรีย์วัตถุในดินหมดไป  โครงสร้างที่ดีของดินก็จะหมดสภาพไปด้วย  การใช้ปุ๋ยเคมีจะไม่มีผลในการช่วยทำให้เกิดโครงสร้างที่ดีแต่อย่างใด  ดังนั้นดินที่เป็นทรายจัดหรือดินเหนียวซึ่งแต่เดิมมีโครงสร้างที่ดี  ถ้ากสิกรใช้แต่ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว  ถึงแม้พืชจะเติบโตได้ดี    มีผลผลิตสูงในระยะแรก  แต่นานๆเข้า  อินทรีย์วัตถุในดินจะค่อยๆหมดไป  โครงสร้างที่ดีของดินก็จะหมดสภาพไปด้วย  การที่มีผู้กล่าวว่าหากใช้ปุ๋ยเคมีแล้วทำให้ดินเสีย  ความจริงด้วยเหตุผลที่ว่า  เมื่อโครงสร้างที่ดีของดินเสื่อมสภาพลง  นั่นคือดินเหนียวก็จะแน่นทึบ  ส่วนดินทรายก็จะโปร่งซุยมากเกินไป  แม้จะใส่ปุ๋ยเคมีลงไป  พืชก็จะไม่เติบโตดีเหมือนเช่นเคย  ในสภาพเช่นนี้รากของพืชจะเติบโตช้า  ดึงดูดปุ๋ยและน้ำในดินไปใช้ได้น้อยลง  การที่กสิกรไถพรวนดินปลูกพืชติดต่อกันเป็นระยะเวลานานโดยไม่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์บ้างเลย  โครงสร้างที่ดีของดินจะหมดสภาพไป  ดินก็แน่นทึบได้ในที่สุด  แม้จะใส่ปุ๋ยเคมีมากเท่าใด  พืชก็จะไม่เติบโตดีเท่าที่ควร

 

เนื้อดิน

            เนื้อดินเป็นคุณสมบัติที่บ่งบอกความหมายความละเอียดของดิน  ซึ่งสามารถประเมินได้ด้วยสายตาและการสัมผัส  เนื้อดินแบ่งออกเป็น  3  ประเภทดังนี้

            1.  ดินเนื้อหยาบ  ได้แก่  ดินทรายละดินร่วน  มีอนุภาคดินขนาดใหญ่  มีช่องว่างในเนื้อดินมาก  มีการถ่ายเทอากาศดี  ละลายน้ำได้ดีจนเกือบจะไม่อุ้มน้ำไว้เลย  ทำให้มีแร่ธาตุอาหารพืชน้อยมาก  เนื่องจากเม็ดทรายไม่ใช่แร่ธาตุที่จะสลายตัวออกมาเป็นธาตุอาหารพืชได้

            2.  ดินเนื้อละเอียด  ได้แก่  ดินเหนียวที่มีอนุภาคดินขนาดเล็กจึงจับตัวกันแน่น      เมื่อถูกน้ำจะลื่นและพองตัว  เมื่อแห้งจะแข็ง  ดินเหนียวจะระบายน้ำได้ยาก  อุ้มน้ำได้มาก  จึงดูดยึดธาตุอาหารพืชได้ดี  ดินเหนียวจึงเป็นดินที่มีธาตุอาหารพืชอุดมสมบูรณ์แต่เป็นดินที่ไถพรวนได้ยาก

            3.  ดินร่วน  เป็นดินที่ไม่แสดงคุณสมบัติเป็นดินเนื้อหยาบหรือเนื้อละเอียด  ดินร่วนไถพรวนง่าย  อากาศถ่ายเทและระบายน้ำได้ดี  อุ้มน้ำได้ปานกลาง  เนื่องจากดินร่วนมีอนุภาคของดินเหนียวผสมอยู่ด้วย  จึงเป็นดินที่ดูดยึดเอาแร่ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชไว้ได้  ดินร่วนจึงเป็นดินที่เหมาะสมที่สุดสำหรับปลูกพืชไร่  พืชผัก  และไม้ดอกไม้ประดับ  สำหรับไม้ผลนั้น  ดินเหนียวที่ผ่านการปรับปรุงดินให้ระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดีแล้วจะเหมาะสมที่สุด  เนื่องจากมีแร่ธาตุอาหารพืชอุดมสมบูรณ์

ความสำคัญของเนื้อดินที่มีต่อความเหมาะสมในการเพาะปลูก

1)  ด้านการเตรียมดิน  ดินเหนียวและดินค่อนข้างเหนียว  จะไถพรวนลำบาก  กล่าวคือ  เมื่อเปียกจะเหนียวจัด  ถ้าแห้งก็จะแข็งจัด  การเตรียมดินเพื่อการปลูกพืชทำได้ลำบากกว่าดินร่วนและดินทราย  ซึ่งจะไถพรวนง่ายกว่า

2)  ด้านความอุดมสมบูรณ์ของดิน  ดินเหนียวและดินค่อนข้างเหนียวจะมีความสามารถอุ้มปุ๋ย  หรือธาตุอาหารพืชและน้ำในดินไว้ได้มากกว่าดินร่วนและดินทราย  ดังนั้นถ้าเราสามารถทำให้ดินเหนียวมีสภาพไม่แน่นทึบ  ดินมีความโปร่งพอสมควร          ดินพวกนี้จะปลูกพืชได้งามดี  ไม่ต้องการปุ๋ยมากนัก  ตรงข้ามกับดินร่วนและดินทราย        ซึ่งจะอุ้มน้ำและปุ๋ยได้น้อย  ถ้าดินไม่ได้รับปุ๋ยหรืออินทรีย์วัตถุในดินมีน้อย  พืชที่ปลูกมักจะไม่ค่อยงาม  ต้องรดน้ำและใส่ปุ๋ยบ่อยๆ  จึงจะงอกงามดี

3)  ความโปร่งและร่วนซุย  ดินเหนียวมักจะแน่นทึบ  ต้องพรวนบ่อยๆ  หรือต้องจัดการเรื่องการระบายน้ำให้ดี  เพราะน้ำจะขังได้ง่าย  ทำให้รากพืชเน่าและไม่สามารถดูดน้ำและปุ๋ยได้อย่างปกติ  จึงต้องหาวิธีทำให้ดินพวกนี้โปร่ง  เช่น  ใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักผสมดินตอนเตรียมดินให้มากๆ  ส่วนดินร่วนและดินทรายจะมีคุณสมบัติโปร่ง  การระบายน้ำดี  อากาศถ่ายเทดี  เหมาะกับการเจริญเติบโต  การดึงดูดปุ๋ยและน้ำในดินของราก  แต่บางครั้งดินที่มีทรายปนอยู่มากจะโปร่งจนเกินไป  พืชขาดน้ำง่ายเพราะดินแห้งเร็ว  ต้องรดน้ำบ่อยๆ  ทำให้การดูแลลำบาก  เราสามารถเพิ่มความอุ้มน้ำของดินร่วนและดินทรายได้  โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์  เช่น  ปุ๋ยคอก  ปุ๋ยหมัก  หรืออินทรีย์วัตถุต่างๆผสมกับดินให้มากๆ

            ดังนั้น  การใช้ปุ๋ยที่ถูกหลัก  คือ  การใช้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกัน  จึงจะเป็นผลดีต่อดินและต่อพืชที่ปลูกมากที่สุด

 

 

 

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์  ช่วยให้โครงสร้างของดินดีขึ้น

rdi.kps.ku.ac.th

 

 

 

 


2.  คุณสมบัติทางด้านเคมีของดิน

                 คุณสมบัติทางเคมีของดิน  หมายถึง  คุณสมบัติของดินซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถจะตรวจสอบได้ด้วยความรู้สึกจากการเห็นด้วยตาและสัมผัสด้วยมือ  แต่จะต้องอาศัยวิธีการวิเคราะห์หรือกระบวนการทางเคมีเป็นเครื่องชี้บอก  เช่น  ความเป็นกรด-ด่างของดิน       เป็นต้น

                 สภาพความเป็นกรด-ด่างของดินนั้น  เราสามารถตรวจสอบได้  ปกติเรามักใช้บอกความเป็นกรด-ด่างด้วยค่าที่เรียกว่า  พีเอช  หรือนิยมเขียนสัญลักษณ์เป็นภาษาอังกฤษ  pH  ความหมายของค่า  พีเอช  นี้ขออธิบายดังนี้  ช่วงของพีเอชของดินโดยทั่วไปจะมีค่าอยู่ระหว่างประมาณ  3.0-9.0  ค่า  pH  7.0  บอกถึงสภาพความเป็นกลางของดิน  กล่าวคือ  ดินมีตัวที่ทำให้เป็นกรดและตัวที่ทำให้เป็นด่างอยู่เป็นปริมาณเท่ากันพอดี  ค่าที่ต่ำกว่า  7.0  บอกสภาพความเป็นกรดของดิน  ค่า pH ของดินยิ่งลดลงเท่าใดสภาพความเป็นกรดก็รุนแรงยิ่งขึ้นเท่านั้น

                 ค่า  pH  ของดินสามารถวัดได้ด้วยเครื่องวัดความเป็นกรด  ในภาคสนามสามารถใช้ชุดตรวจสอบชนิดใช้น้ำยาเปลี่ยนสีตรวจสอบเรียกว่า  pH  Test  Kit  หรือชุดตรวจสอบ  pH

 

pH  Test  Kit

gccthai.com

 

                 ความเป็นกรด-ด่างของดินมีผลทั้งทางตรงและทางอ้อม  ต่อการเจริญเติบโตของพืชที่ปลูกอยู่ในดิน  แต่จะขอกล่าวโดยสรุปดังนี้

                 ความเป็นกรดของดินจะมีสภาพเหมือนกับกรดอย่างอ่อน  เช่น  กรดน้ำส้มสายชู    ตัวที่แสดงความเป็นกรดคือ  ไฮโดรเจนไอออน (H+)  ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางเคมีของดิน  กล่าวคือ  ทำให้มีการละลายตัวของธาตุหรือสารต่างๆในดินออกมา

                 ความสำคัญของ  pH  ของดินยังเกี่ยวข้องกับการทำงานที่เป็นประโยชน์ของจุลินทรีย์ต่างๆในดินด้วย  ปกติสารประกอบอินทรีย์ต่างๆในดินจะเน่าเปื่อยผุพังได้โดยมีจุลินทรีย์ต่างๆเข้าย่อยทำลาย  ขณะที่สารอินทรีย์พวกนี้กำลังสลายตัวก็จะปลดปล่อยธาตุอาหารต่างๆออกมา  ซึ่งรากพืชสามารถดึงดูดไปใช้ได้  พวกปุ๋ยคอก  ปุ๋ยหมัก  เมื่อใส่ลงไปในดินแล้ว  ทำให้พืชงอกงามดีขึ้นนั้น  ก็เนื่องจากจุลินทรีย์พวกนี้เข้าย่อยและทำให้ปุ๋ยคอกสลายตัว  และปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชอีกทีหนึ่ง  การที่ปุ๋ยคอกมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชได้ช้ากว่าปุ๋ยเคมี  ก็เนื่องด้วยเหตุที่ปุ๋ยคอกต้องรอให้จุลินทรีย์เข้าย่อยให้สลายตัวเสียก่อน  ซึ่งผิดกับปุ๋ยเคมี  เมื่อละลายน้ำแล้วพืชก็สามารถดึงดูดเอาธาตุอาหารจากปุ๋ยไปใช้ได้ทันที  จุลินทรีย์ต่างๆที่เข้าย่อยสลาย  ปุ๋ยคอกและสารอินทรีย์ต่างๆตลอดจนฮิวมัสในดินนั้นจะทำงานได้เต็มที่และมีประสิทธิภาพ  เมื่อ  pH  ของดินอยู่ระหว่าง  6-7    ถ้าดินเป็นกรดรุนแรงถึงกรดรุนแรงมาก  จุลินทรีย์ในดินจะทำงานได้ช้าลง  ปุ๋ยคอกและสารอินทรีย์ในดินจะสลายตัวและเป็นประโยชน์ต่อพืชได้ช้ามาก

                 เราสามารถแก้ไขดินที่เป็นกรด  โดยการใส่สารประกอบพวกปูนขาว (Ca (OH2))  หินปูนที่บดละเอียดเป็นฝุ่น (CaCO3)  และปูนมาร์ล (marl)  ซึ่งเป็นสารประกอบเดียวกันกับหินปูน  สารประกอบพวกนี้เมื่อใส่ลงไปในดินจะมีฤทธิ์เป็นด่าง  และจะเข้าไปทำปฏิกิริยากับกรด  ทำให้สารพวกกรดในดินลดน้อยลง  และมีสารพวกด่างสูงขึ้น

 

ปรับสภาพดินที่เป็นกรดด้วยการใส่ปูนขาว

pete7878.ob.tc

 แก้ดินเป็นกรดด้วยการใช้ปูนมาร์ล

 

3.  คุณสมบัติทางด้านความอุดมสมบูรณ์ของดิน

                 ความอุดมสมบูรณ์ของดิน  หมายถึง  ปริมาณและชนิดของธาตุอาหารพืชที่จำเป็นที่มีอยู่ในดิน  มีมากน้อยและเป็นสัดส่วนกันอย่างไร  มากพอหรือขาดแคลนเท่าใด            พืชสามารถดึงดูดไปใช้ประโยชน์ได้ยากหรือง่าย  ประเมินความเหมาะสมของคุณสมบัติด้านนี้ของดิน  เราสามารถตรวจสอบได้โดยวิธีการต่างๆ

                 การที่เราปลูกพืชในดิน  ก็เนื่องจากดินเป็นแหล่งที่มาของธาตุอาหารพืชที่สำคัญถึง  13  ธาตุด้วยกัน  นักวิชาการกล่าวว่า  ธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืชอย่างน้อยที่สุดมีอยู่  16  ธาตุ  เพียง  3  ธาตุเท่านั้นคือ  คาร์บอน  ไฮโดรเจน  ออกซิเจน  ที่พืชได้มาจากน้ำและในอากาศ  ส่วนธาตุที่เหลือพืชจะได้มาจากดิน

 

การปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับการปลูกพืช  ทำได้หลายวิธี   ดังนี้

 

1.  ใช้ปุ๋ยคอก  คือ  การใช้มูลสัตว์ต่างๆ  ซึ่งมูลสัตว์มักจะสูญเสียธาตุอาหารไปได้ง่าย  จึงควรใช้เศษซากพืช  เช่น  ฟาง  แกลบ ฯลฯ  รองพื้นคอกสัตว์  เพื่อดูดซับธาตุอาหารจากมูลสัตว์ไว้ด้วย

 

 

           

ปุ๋ยคอก

rakbankerd.com

 

 

 

2.  ใช้ปุ๋ยหมัก  คือ  การนำเอาเศษซากพืชที่เหลือจากการเพาะปลูก  เช่น  ฟางข้าว         ซังข้าวโพด  ต้นถั่วต่างๆ  ผักตบชวา  และของเหลือจากโรงงานอุตสาหกรรม  ตลอดจนขยะมูลฝอยมาหมักจนเน่าเปื่อยแล้วนำไปใช้ในไร่นาหรือสวน

 

 

การทำปุ๋ยหมักในแปลงไม้ผล

kmitl.ac.th

 

 

3.  ใช้ปุ๋ยพืชสด  คือ  การไถกลบส่วนต่างๆของพืชที่ยังสดอยู่ลงในดิน  เพื่อให้เน่าเปื่อยเป็นปุ๋ย  ส่วนใหญ่จะใช้พืชตระกูลถั่ว  เพราะให้ธาตุไนโตรเจนสูง  และย่อยสลายง่าย  โดยเฉพาะในระยะออกดอก  อาจปลูกแล้วไถกลบในช่วงที่ออกดอกหรือปลูกแล้วตัดส่วนเหนือดินไปไถกลบลงในดิน  พืชที่นิยมใช้เป็นปุ๋ยพืชสด  ได้แก่  โสนอัฟริกัน  โสนอินเดีย  ปอเทือง  ถั่วเขียว  ถั่วพร้า  ถั่วพุ่ม  ถั่วมะแฮะ  กระถินยักษ์  และแหนแดง  เป็นต้น

การไถกลบปอเทืองขณะกำลังออกดอก

moac-info.net

 

 

 

4.  ปลูกพืชคลุมดิน  นิยมใช้พืชตระกูลถั่วที่มีคุณสมบัติคลุมดินได้หนาแน่นเพื่อกันวัชพืช  ลดการชะล้าง  เก็บความชื้นไว้ในดินได้ดี  และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน  ได้แก่  ถั่วลาย  ถั่วคุดซู  ถั่วคาโลโปโกเนียม  เป็นต้น

 

พืชคลุมดินในสวนยางพารา

oknation.net

 

 

5.  ใช้วัสดุคลุมดิน  นิยมใช้เศษพืชเป็นวัสดุคลุมดินเพื่อรักษาความชื้นในดิน  ป้องกันการอัดแน่นของดินเนื่องจากเม็ดฝน  ป้องกันวัชพืชขึ้น  และเมื่อเศษพืชเหล่านี้สลายตัว        ก็จะกลายเป็นปุ๋ยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน

 

 

 

 

 

ใช้วัสดุคลุมดินที่โคนต้นเพื่อรักษาความชื้น

212cafe.com

 

 

 

6.  ใช้เศษเหลือของพืชหรือสัตว์หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว  ส่วนของต้นพืช  เศษพืช  ที่เหลือ  เช่น  ต้นและเปลือกถั่วลิสง  แกลบ  ตอซัง  หรือวัสดุอื่นๆ  ถ้าไม่มีการใช้ประโยชน์ควรไถกลบกลับคืนลงไปในดิน  ส่วนเศษเหลือของสัตว์  เช่น  เลือดและเศษซากสัตว์จากโรงงานฆ่าสัตว์  ก็สามารถใช้เป็นปุ๋ยเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุได้

 

 

การไถกลบตอซังเพื่อปรับปรุงดิน

energyfantasia.com

 

 

7.  ปลูกพืชหมุนเวียน  โดยปลูกพืชหลายชนิดหมุนเวียนในพื้นที่เดียวกัน  ควรมีพืชตระกูลถั่ว  ซึ่งมีคุณสมบัติบำรุงดินร่วมอยู่ด้วย  เพื่อให้การใช้ธาตุอาหารจากดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพลดการระบาดของศัตรูพืช  ตลอดจนช่วยให้ชั้นดินมีเวลาพักตัวในกรณีพืชที่ปลูกมีระบบรากลึกแตกต่างกัน

 

การปลูกพืชหลายชนิดหมุนเวียนในพื้นที่เดียวกัน

www2.swu.ac.th

 

 

 

 

การปรับปรุงบำรุงดิน  ควรใช้หลายๆวิธีดังกล่าวข้างต้นร่วมกัน  เพราะการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ต่างๆ  หากใช้เพียงชนิดเดียวทำให้ต้องใช้ปริมาณที่มาก  จึงควรพิจารณาปริมาณการใช้ตามกำลังความสามารถที่มี     แต่ถ้าใช้การปรับปรุงบำรุงดินหลายวิธีร่วมกัน    ปริมาณที่ใช้ในแต่ละชนิดก็ลดลง  จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้มากและควรมีการปฏิบัติบำรุงดินอย่างต่อเนื่องทุกปี  เพื่อรักษาระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินให้สูงอยู่เสมอ  เพื่อประโยชน์ต่อการผลิตพืชผลทางการเกษตรในระยะยาวต่อไป

 

การเตรียมดินปลูกพืช

            การเตรียมดินปลูกพืช  หมายถึง  วิธีการหรือขั้นตอนการจัดการเกี่ยวกับดินหรือ    พื้นที่ดินให้มีสภาพเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของพืชมากที่สุด  ทั้งนี้เพื่อให้พืชที่ปลูกมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว  ให้ผลผลิตสูง  อายุในการเก็บเกี่ยวน้อย  นอกจากนั้น  การเตรียมดินปลูกพืชที่ดี  ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นภายหลังจากการเจริญเติบโตของพืชได้อีกด้วย  เช่น  การใส่ปุ๋ย  การพรวนดิน  การกำจัดวัชพืช  เป็นต้น

            การเตรียมดินปลูกพืชแบ่งออกเป็น  2  ลักษณะคือ  การเตรียมดินปลูกในแปลง    และการเตรียมดินปลูกพืชในภาชนะ

1.  การเตรียมดินปลูกพืชในแปลง  หมายถึง  การเตรียมดินในแปลงปลูกพืชให้มีสภาพเหมาะสมกับความต้องการของพืช  มีลำดับขั้นตอนดังนี้

     1)  แบ่งพื้นที่ออกเป็นแปลงขนาดกว้าง  1  เมตร  ยาว  4  เมตร  เว้นระยะเป็นระยะทางเดินระหว่างแปลงให้กว้างประมาณ  50  เซนติเมตร  ความกว้าง ความยาวของแปลงนี้อาจกว้างหรือยาวกว่านี้ได้ตามความเหมาะสม  ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความสะดวกในการปฏิบัติงาน

     2)  ถากหรือถางหญ้าวัชพืชออกให้หมด

     3)  ขุดดินในแปลง  ยกแปลงให้เป็นรูปสามเหลี่ยม  ตากดินไว้ประมาณ  7  วัน

     4)  ย่อยดิน  เก็บเศษวัชพืชออกให้หมด  โดยเฉพาะพืชที่มีหัวหรือรากที่จะงอกใหม่ได้  เช่น  แห้วหมู  หญ้าคา  ฯลฯ

     5)  ใส่ปุ๋ยคอกเก่าๆหรือปุ๋ยหมัก  ขุยมะพร้าว  เปลือกถั่ว  ประมาณแปลงละ  3 – 4  ปุ้งกี๋  คลุกเคล้าให้ทั่ว

     6)  เกลี่ยดินในแปลงให้เรียบ  แปลงที่เตรียมเสร็จเรียบร้อยนี้  จะสูงกว่าระดับดินเดิมหรือทางเดินเล็กน้อยในกรณีที่มีพื้นที่ในการปลูกพืชเป็นจำนวนมาก  ในขั้นแรกอาจใช้แรงงานจากสัตว์  เช่น  วัว  ควาย  หรือรถไถเดินตาม  รถแทรกเตอร์  ไถดินตากทิ้งไว้ประมาณ  1  สัปดาห์  แล้วจึงไถพรวนดินเพื่อย่อยดิน  คราดเก็บเศษวัชพืชออก  แล้วจึงใส่ปุ๋ยคอก  ปุ๋ยหมักตามความจำเป็น  การใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักนี้  อาจใส่พร้อมหรือหลังการปลูกพืชก็ได้

2.  การเตรียมดินปลูกพืชในภาชนะ  การปลูกพืชในภาชนะจำพวกกระถาง  ถุงพลาสติก  ยางรถยนต์  หรือภาชนะอื่นที่ดัดแปลงมาเป็นกระถางเป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเมืองที่มีพื้นที่อยู่อาศัยน้อย  เมื่อต้องการปลูกพืชผักสวนครัวหรือไม้ดอกไม้ประดับเพื่อบริโภคหรือใช้สอยในครัวเรือน  จึงต้องปลูกในภาชนะ  และจัดเตรียมดินปลูกให้มีคุณสมบัติเหมาะสมในการเจริญเติบโตของพืชมาใส่ในภาชนะดังกล่าว  ซึ่งดินที่มีคุณสมบัติแบบนี้เรียกว่า  ดินผสม

การเตรียมดินผสมสามารถทำได้ดังนี้

     1.  ส่วนประกอบของดินผสม

          1)  ดิน  อาจเป็นดินร่วนหรือดินเหนียวตากแห้ง  และย่อยเป็นก้อนเล็กๆ

          2)  อินทรีย์วัตถุที่สามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่น  เช่น  ใบไม้ผุ  หญ้าหมัก       ฟางข้าวสับ  ขี้เลื่อยหลังจากการเพาะเห็ด  ผักตบชวา  แกลบผุ  ถ่านแกลบ  ขุยมะพร้าว  กาบมะพร้าวสับ  เปลือกถั่ว  ฯลฯ  เป็นส่วนผสมที่จะช่วยทำให้ดินผสมร่วนโปร่ง  น้ำหนักเบา  การระบายน้ำและการถ่ายเทอากาศดีขึ้น  รากพืชเจริญเติบโตได้ดี  ชอนไชไปได้ไกล  และเก็บกักน้ำได้มากขึ้น

          3)  ปุ๋ยอินทรีย์  เช่น  ปุ๋ยคอก  ปุ๋ยหมัก  จะช่วยละลายธาตุอาหารที่จำเป็นแก่การเจริญเติบโตให้แก่พืชได้มากขึ้น

          4)  ปุ๋ยเคมี  ปุ๋ยเคมีที่ผลิตขึ้นมาจำหน่ายส่วนมากจะประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก  คือ  N  P  K  ในการผสมดินปลูกต้องใส่ปุ๋ยที่มีธาตุเหล่านี้ลงไปด้วย  เพื่อเพิ่มปริมาณธาตุอาหารหลักให้เพียงพอกับความต้องการของพืช  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะแรกของการปลูกที่อินทรีย์วัตถุซึ่งเป็นส่วนผสมของดินปลูกยังไม่ย่อยสลายเป็นธาตุอาหารพืช

2.  วิธีผสมดินปลูก

     ดินปลูกพืชทั่วไปนิยมใช้อัตราส่วนระหว่างดิน : เศษพืช : ปุ๋ยอินทรีย์  = 1:1:1  ส่วนปุ๋ยเคมีผสมลงไปเพียงเล็กน้อย  โดยนำส่วนผสมทั้งหมดคลุกเคล้าให้เข้ากัน  เสร็จแล้วจึงหว่านปุ๋ยเคมีลงไปคลุกผสมอีกครั้งหนึ่ง  แล้วหมักทิ้งไว้ในที่ร่มป้องกันฝนประมาณ        3 – 4  สัปดาห์ก่อนนำไปใช้ปลูกพืช  การหมักดินผสมจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับชนิดของเศษพืชที่นำมาเป็นส่วนผสม  เช่น  ใบก้ามปู  ใบทองหลาง  จะใช้เวลาหมักน้อยกว่ากาบมะพร้าวและขี้เลื่อย  ฯลฯ

ดินผสมที่มีจำหน่ายในท้องตลาด

jjthai.net

 

สูตรดินผสมสำหรับปลูกไม้ดอกทั่วไป

                        -  ทรายหยาบ                           2   ส่วน

                        -  ขุยมะพร้าว                           2   ส่วน

                        -  ถ่านแกลบ                            2   ส่วน

                        -  ดิน                                        1   ส่วน

                        -  ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยคอกเก่า              1   ส่วน

                        -  แกลบดิบ                              1   ส่วน

สูตรดินผสมสำหรับปลูกไม้ดอกกระถาง

                        -  ดินก้ามปู                              1   ส่วน

                        -  ปุ๋ยคอก                                 1   ส่วน

                        -  ดินร่วน                                 1   ส่วน

                        -  กาบมะพร้าวสับ                   1   ส่วน

สูตรดินผสมสำหรับปลูกเฟิร์น

                        -  ทราย                                                1   ส่วน

                        -  ขุยมะพร้าว                           1   ส่วน

                        -  ปุ๋ยคอก                                 1   ส่วน

                        -  ใบไม้แห้ง                             3   ส่วน

สูตรดินผสมสำหรับปลูกไม้อวบน้ำ

                        -  ดินร่วน                                 2   ส่วน

                        -  ทรายหยาบ                           3   ส่วน

                        -  ถ่านป่น                                1   ส่วน

                        -  ใบไม้ผุ                               0.5   ส่วน

                        -  ปุ๋ยหมัก                             0.5   ส่วน

 

 

ดินท้องถิ่นนวมินทร์สงขลา

 

            จากที่นักเรียนได้เรียนรู้มาแล้วในชุดการสอน ชุดที่  1   ว่าดินรอบ ๆ  โรงเรียนนวมิน ทราชูทิศ ทักษิณ เดิมเป็นดินที่มีน้ำขัง  คุณภาพดินขาดความสมบูรณ์  หากนักเรียนจะปลูกพืชต่าง ๆ  ควรศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องดินรอบ ๆ  บริเวณโรงเรียนนวมินทราชูทิศ ทักษิณ   หรือในท้องถิ่นสงขลา  เพื่อนำความรู้ไปใช้ในการพัฒนาดินให้มีความสมบูรณ์เหมาะสมกับพืชที่ปลูก 

จังหวัดสงขลามีพื้นที่  7,765.323  ตารางกิโลเมตร  หรือประมาณ  4,853,249  ไร่  ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่  27  ของประเทศ  และเป็นอันดับ  3  ของภาคใต้รองจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี   และจังหวัดนครศรีธรรมราช  จังหวัดสงขลามีลักษณะภูมิประเทศตอนเหนือเป็นคาบสมุทรแคบและยาวยื่นลงมาทางใต้  เรียกว่าคาบสมุทรสทิงพระ  กับส่วนแผ่นดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าทางตอนใต้  แผ่นดินทั้งสองส่วนเชื่อมต่อกันโดยสะพานติณสูลานนท์  พื้นที่ทางทิศเหนือส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม  ทิศตะวันออกเป็นที่ราบริมทะเล  ทิศใต้และทิศตะวันตกเป็นภูเขาและที่ราบสูง  ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำ  ลำธารที่สำคัญ  สภาพภูมิประเทศของจังหวัดสงขลา  แบ่งได้เป็น  2  เขต  คือ

  1. 1.        เขตที่ราบดินตะกอนชายฝั่ง  เป็นแผ่นดินที่เกิดขึ้นใหม่    ได้แก่  ที่ราบอำเภอ    ระโนด  สทิงพระ  รัตภูมิ  หาดใหญ่  จะนะ  และเทพา  เกิดจากดินตะกอนแม่น้ำและการทับถมของทะเล  มีลักษณะเป็นสันทรายสูงต่ำสลับกันหลายสัน  แต่ละสันจะทอดยาวขนานไปตามความยาวของฝั่งทะเล  พื้นที่โดยทั่วไปจะเป็นที่ราบลุ่ม  บางแห่งเหมาะแก่การปลูกข้าว  บางแห่งเป็นป่าชายเลนที่กำลังตื้นเขิน 
  2. 2.                 เขตที่สูงและภูเขา  ได้แก่พื้นที่ทางตะวันตกและทางตอนใต้ของจังหวัดสงขลาประกอบด้วยภูเขาและหุบเขา  ทอดยาวสลับกันไป  โดยทั่วไปในอดีตจะเป็นป่าทึบอุดมไปด้วยไม้มีค่า  สัตว์ป่าและของป่า  แต่ในปัจจุบันได้ถูกทำลายลงเกือบทั้งหมด  เพื่อปลูกยางพาราและตัดไม้มาใช้ประโยชน์  บริเวณหุบเขาในเขตนี้โดยเฉพาะที่อำเภอสะบ้าย้อยและอำเภอนาทวีจะมีที่ราบแคบ ๆ  ที่เกิดจากการทับถมของดินตะกอนลุ่มน้ำ  สภาพดินจะเหมาะสมกับการปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ  เช่น  ยางพารา  มะพร้าว  ปาล์มน้ำมัน  ไม้ผล  สับปะรดและพืชผัก

            สภาพดินในเขตจังหวัดสงขลา

            สภาพดินในเขตจังหวัดสงขลาแบ่งออกเป็น  3  กลุ่ม  ดังนี้

  1. กลุ่มดินที่เหมาะสมกับการปลูกข้าว ลักษณะค่อนข้างเหนียวจัด  อนุภาคดินละเอียดการระบายน้ำไม่ค่อยดี  ส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณที่ราบลุ่มทะเลสงขลา 
  2. กลุ่มดินที่เหมาะสมกับการปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น  ดินจะมีความหยาบมากขึ้น  หน้าดินลึกมากกว่า  70  เซนติเมตร  ดินข้างล่างเป็นลูกรัง  มีการระบายน้ำดี  ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดสงขลา
  3. กลุ่มดินที่ไม่เหมาะสำหรับทำการเกษตร  ได้แก่พื้นที่มีความลาดชันมาก  ดินเลน  ดินทราย  ดินเปรี้ยว  ดินพรุ  บริเวณพื้นที่พรุ  

ดังนั้น  ก่อนปลูกพืชนักเรียนควรตรวจสอบสภาพดินก่อน  เพื่อให้ทราบว่าเหมาะสมกับการปลูกพืชชนิดที่เราจะปลูกหรือไม่  หากไม่เหมาะสมก็ปรับปรุงดินตามที่เสนอมาในตอนต้นของใบความรู้  

นอกจากนี้  มีผู้ที่สนใจได้ศึกษาสภาพดินในจังหวัดสงขลา   กันอย่างกว้างขวาง  เช่น

-                       นางสาวหิรัญวดี  สุวิบูรณ์  ได้ศึกษา ความแปรผันของไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่ไม่ทราบแหล่งกำเนิดในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา    และพบว่าโดยทั่วไปดินบริเวณที่ราบตะกอนลำน้ำจะมีค่าพีเอชต่ำ  มีไนโตรเจนและฟอสฟอรัสสูง  โดยไนโตรเจนมีค่าเพิ่มขึ้นตามปริมาณอินทรีย์สารที่เพิ่มขึ้น  นอกจากนี้ยังพบว่า  ถ้าดินมีองค์ประกอบของอนุภาคขนาดเล็กมากไนโตรเจนและอีนทรียวัตถุในดินจะมีค่าสูง     ส่วนฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์จะมีค่าเพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับค่าพีเอช  การใช้ประโยชน์ของที่ดินมีอิทธิพลต่อปริมาณฟอสฟอรัส  โดยพื้นที่ที่พบฟอสฟอรัสสูงมากได้แก่  สวนปาล์มในพื้นที่ราบลุ่มตะกอนลำน้ำ  นากุ้งในพื้นที่ราบน้ำทะเลเคยท่วมถึง   และสวนผสมในพื้นที่ราบตะกอนทะเลสาบ

-             นายจิรวัฒน์  ขวัญแก้ว  ได้ศึกษาการปนเปื้อนของปรอทในดินรอบทะเลสาบสงขลา  เมื่อ  พ.ศ.  2548  ในกลุ่มการใช้ประโยชน์ที่ดิน 5  ประเภท ได้แก่  กลุ่มเกษตรกรรม  กลุ่มที่อยู่อาศัย    กลุ่มอุตสาหกรรม  กลุ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  และกลุ่มพื้นที่ธรรมชาติ  พบว่า  ปริมาณปรอทในดินส่วนใหญ่ยังมีค่าต่ำ  และอยู่ในระดับที่พบได้ตามธรรมชาติ  ซึ่งสรุปได้ว่าดินรอบทะเลสาบสงขลามีการปนเปื้อนของปรอทในระดับต่ำและไม่มีแนวโน้มคุกคามต่อทะเลสาบสงขลา

การผสมผสานระหว่างหลักวิชาการของนักวิชาการ  กับประสบการณ์ของภูมิปัญญาเป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาปรับปรุงดิน  เพื่อให้เหมาะสมกับพืชท้องถิ่นสงขลา  จึงได้มีภูมิปัญญาในท้องถิ่นสงขลาผลิตดินปลูกสูตรต่าง ๆ  เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกใช้  เช่น  ดินชายเขา  ของนายพงษ์ศักดิ์  นนทิกาล  ตำบลบ่อยาง  จังหวัดสงขลา    ดินเขาพระ  ที่ตำบลเขาพระ  อำเภอรัตภูมิ  จังหวัดสงขลา   ฯลฯ   ซึ่งสร้างรายได้ยึดถือเป็นอาชีพได้   และจะเป็นประโยชน์มากถ้าหากนักเรียนได้นำความรู้ดังกล่าวไปประยุกต์  หรือค้นคว้าเพิ่มเติม  เพื่อให้มีความรู้เรื่องดินสามารถนำไปใช้ในการเพาะปลูก

 ชุดการสอนที่  4  เรื่อง พืชผักสวนครัว

ใบความรู้

พืชผักสวนครัว

 

ผักเป็นอาหารประจำวันของมนุษย์  เป็นแหล่งอาหารให้แร่ธาตุวิตามินที่มีคุณค่าทางอาหารสูง  มีราคาถูก  เมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อสัตว์  จากข้อมูลวิจัยกล่าวว่า มนุษย์เราควรบริโภคผักวันละประมาณ  200  กรัม  เพื่อให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุและวิตามินอย่างเพียงพอผลการวิจัยของศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักแห่งเอเชีย  ชี้ให้เห็นว่าประชากรของประเทศไทย โดยเฉพาะสตรีมีครรภ์และพวกเด็กๆ มักขาดแคลนแร่ธาตุวิตามินกันมาก  ประกอบกับปัญหาด้านเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบทำให้มีค่าครองชีพสูงขึ้น  ดังนั้นจึงได้มีการรณรงค์ให้มีการปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานเองในครอบครัว  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีพืชผักเพียงพอแก่การบริโภคในครัวเรือน  ทำให้ได้รับสารอาหารครบตามความต้องการของร่างกาย  และช่วยลดภาวะค่าครองชีพ    ดังนั้นใบความรู้ฉบับนี้นักเรียนจะได้เรียนรู้เรื่องพืชผักสวนครัว  เกี่ยวกับ  ความหมาย  ความสำคัญของผัก  การจำแนกผัก  ผักสวนครัว  และผักสวนครัวท้องถิ่นนวมินท์สงขลา   ดังนี้

 

ความหมาย

            ผัก  คือ  พืชที่ปลูกเพื่อใช้ส่วนต่างๆเป็นอาหารและเครื่องปรุงรส  ได้แก่  ราก  ลำต้น  ใบ  ดอก  ผล  และเมล็ด  พืชผักส่วนใหญ่จะเป็นพืชล้มลุกหรือพืชฤดูกาลเดียว  เช่น  ผักบุ้ง  กวางตุ้ง  คะน้า  ผักกาดต่างๆ  แตงกวา  ฟักทอง  ผักกาดหัว  แครอท  ฯลฯ  ส่วนพืชผักที่มีอายุยืนมากกว่า  1  ฤดูกาล  เช่น  ขจร  กระถิน  ชะอม  แค  ผักหวาน  มะกรูด  มะนาว  สะตอ  ฯลฯ

 

ผักบุ้ง

web.ku.ac.th

 

            พืชที่ใช้เป็นผักได้ดี  จะต้องมีลำต้น  หรือส่วนของพืชมีลักษณะอวบน้ำ  อ่อนนุ่ม     มีรสค่อนข้างหวานหรือกรอบ  หรือทั้งหวานทั้งกรอบ  ดังนั้นพืชที่ยังอ่อน  จึงใช้เป็นผักได้ดี  เราไม่ใช้พืชแก่เป็นผัก  เพราะต้นหรือส่วนของพืชแก่จะแข็งเหนียว  เป็นเสี้ยน  และบางที    ก็ขมด้วย

            ผักส่วนใหญ่เป็นพืชล้มลุก  หรือพืชที่มีอายุสั้นๆ  พืชล้มลุกที่ว่านี้  บางชนิดมีลำต้นแข็งแรง  สามารถพยุงตัวเองให้ตั้งตรงได้โดยไม่จำเป็นต้องมีไม้ค้ำช่วย  เช่น  พริก มะเขือ  แต่บางชนิดมีลำต้นอ่อน  ตั้งลำต้นให้ตรงไม่ได้  จำเป็นต้องมีไม้ค้ำหรือค้างให้เกาะเลื้อย  เช่น  บวบ  น้ำเต้า  ถั่วพู  ถั่วฝักยาว  ผักที่เป็นพืชล้มลุกบางชนิดชอบขึ้นในน้ำ  ได้แก่  ผักบุ้ง  ผักกระเฉด  ผักแว่น

 

ผักกระเฉด

pramot.com

 

            นอกจากนี้ยังมีพืชยืนต้นซึ่งเป็นไม้ใหญ่หลายชนิด  เราใช้บางส่วนของมันเป็นผัก  เช่น  มะม่วง  มะขาม  ขี้เหล็ก  ขนุน  สะเดา  เราใช้ใบอ่อน  ช่อดอกอ่อน  หรือผลอ่อนของมะม่วงเป็นผักสด  จิ้มน้ำพริก  จิ้มปลาร้า  ใบอ่อน  ดอกอ่อน  ฝักอ่อนของมะขาม  เป็นทั้งผักสดและต้มแกง  ใบอ่อน  ดอกอ่อนของต้นขี้เหล็ก  นำมาแกงกับเนื้อ  ลูกขนุนอ่อนต้มเป็นผัก  ใบอ่อน  ช่อดอกอ่อนของสะเดาลวกจิ้มน้ำปลาหวาน  ใช้เมล็ดของต้นสะตอ  นำมาผัด ฯลฯ

            พืชบางชนิดมีลักษณะเป็นพืชยืนต้นที่มีขนาดไม่ใหญ่โตเหมือนไม้ใหญ่  เช่น  กล้วย  บอน  มะละกอ  เราเอาหยวกและปลีกล้วยมายำและแกง  ใช้ก้านบอนเอามาแกง  ใช้ผลมะละกอดิบมาสับปนกับผักอื่นๆ  เช่น  มะเขือเทศ  ถั่วฝักยาว  ปรุงรสให้อร่อย  ทำเป็นส้มตำ  นิยมรับประทานกันมากในชนบท  ทั้งภาคอีสาน  ภาคเหนือ  และภาคกลาง

            ผักที่หาง่ายและมักขึ้นเองตามธรรมชาติ  ได้แก่  กระถิน  ตำลึง  มะระขี้นก  ผักบุ้ง  ซึ่งชาวบ้านจะหาเก็บเองตามริมรั้ว  คู  คลอง  ใกล้ๆบ้าน

 

มะระขี้นก

biogang.net

 

            ผักเป็นอาหารที่เป็นประโยชน์  เป็นอาหารจำเป็นสำหรับร่างกายของคนทุกคน      ผักช่วยให้ร่างกายแข็งแรง  ไม่เป็นโรคได้ง่าย  เราจึงควรรับประทานผักเป็นประจำ  และรับประทานผักหลายๆชนิด  เพื่อให้ร่างกายได้รับสิ่งที่จำเป็นครบถ้วน  แต่ในการรับประทานผัก  ต้องพิจารณาว่าพืชนั้นไม่มีสารเป็นพิษอยู่ภายในต้น  ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย    ผักจะต้องสะอาดปราศจากเชื้อโรค  และที่สำคัญคือ  จะต้องไม่มีพิษยาฆ่าแมลงตกค้างอยู่

            พืชที่เราใช้เป็นผักส่วนใหญ่จะเป็นพืชชั้นสูง  มีส่วนน้อยที่เป็นพืชชั้นต่ำ  ในบรรดาพืชชั้นสูงหรือพวกที่มีดอกในโลกนี้ประมาณ  250,000  ชนิด  จะมีพืชที่ใช้เป็นผักได้ไม่กี่ชนิด  ส่วนพืชชั้นต่ำที่ใช้เป็นผัก  ได้แก่  เห็ดฟาง  เห็ดหูหนู  สาหร่ายทะเล  และสาหร่าย    น้ำจืดบางชนิด

 

เห็ดฟาง

bangkok-guide.z-xxl.com

 

 

 

ความสำคัญของผัก

            ผัก (Vegetables)  มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์เป็นอย่างมาก   เพราะผักเป็นทั้งอาหารและสมุนไพรที่ช่วยในการป้องกันรักษาโรคบางชนิดได้  นอกจากนั้นในพืชผักจะมีโภชนะที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย  ทั้งโปรตีน  วิตามิน  เกลือแร่  คาร์โบไฮเดรต  และไขมัน  รวมไปถึงเส้นใย (Fiber) ของผักจะช่วยในระบบขับถ่ายได้ดี   อีกด้วย  ดังนั้น  ผู้ที่นิยมบริโภคผัก  ทั้งผักสดและผักแปรรูป  จะเป็นผู้ที่มีสุขภาพอนามัยดี  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักที่ปลอดสารพิษ  ซึ่งพบว่าในปัจจุบันคนไทยได้ให้ความสนใจกับการบริโภคผักปลอดสารพิษกันมากขึ้น  แม้ว่าจะมีราคาแพงกว่าผักที่ปลูกขายกันทั่วไปก็ตาม  ซึ่งน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีถ้าทุกครัวเรือนหันมาสนใจปลูกพืชผักไว้บริโภคเองที่บ้าน  โดยใช้พื้นที่ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด  เช่น  ทำเป็นสวนครัวลอยฟ้า  สวนครัวดาดฟ้า  สวนครัวกำแพง  หรือสวนครัวกระถาง  เพราะนอกจากจะมีผักสดที่ปลอดสารพิษไว้รับประทานแล้ว  ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย  และเป็นกิจกรรมร่วมกันของคนในครอบครัวด้วย

การจำแนกผัก (Classification  of  vegetables)

            อาจกระทำได้หลายวิธี  ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของผู้จำแนกว่าจะใช้อะไรเป็นหลักเกณฑ์ในการจำแนก  เท่าที่ใช้กันทั่วๆไป  จำแนกได้  3  วิธีคือ

1.  จำแนกโดยอาศัยหลักเกณฑ์ทางพฤกษศาสตร์ (Botanical  classification)       การจำแนกวิธีนี้นับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการที่จะกล่าวถึงพืชผักแต่ละชนิด  และเป็นวิธีสากลนิยม  หลักเกณฑ์การจำแนกก็คงเหมือนวิธีการทางอนุกรมวิธานที่ใช้กับพืชทั่วๆไป  กล่าวคือ พืชที่อยู่ในอาณาจักรพืช  จะถูกแบ่งเป็นส่วน  ชั้น  อันดับ  ตระกูล/วงศ์  สกุล  ชนิด  พันธุ์  ตามลำดับความสัมพันธ์ทางเชื้อสาย  พืชแต่ละชนิดจะถูกให้ชื่อตามบทบัญญัติการตั้งชื่อพืชสากล

2.  จำแนกโดยถือเอาส่วนของพืชที่ใช้บริโภคเป็นเกณฑ์ (Classification  based  on  parts  used  as  food)  แบ่งเป็นพวกๆ  ดังนี้

-  พวกที่ใช้ใบ  ก้าน  ลำต้น  เช่น  คะน้า  ผักกาดหอม  ขึ้นฉ่าย  ตะไคร้

 

คะน้า

stks.or.th

 

-  พวกที่ใช้หัว  ซึ่งเกิดจากส่วนราก  เช่น  มันเทศ  ขิง  ข่า

 

มันเทศ

skn.ac.th

 

 

-  พวกที่ใช้หัว  ซึ่งเกิดจากลำต้นแปรรูป  คือ

-  พวกหัวที่มีเนื้อแน่น (Tuber)  เช่น  มันฝรั่ง

-  พวกหัวที่เป็นกลีบเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ (Bulb)  เช่น  หอมหัวใหญ่  หอมแดง  กระเทียม

 

กระเทียม

ndoae.doae.go.th

-                   พวกที่ใช้ผล  เช่น  แตงกวา  ฟักเขียว  ฟักทอง

ฟักทอง

vcharkarn.com

 

3.  จำแนกโดยถือเอาเกณฑ์การปลูก (Classification  based  on  cultural  requirement)  เราจัดพืชผักที่มีความต้องการทางภูมิอากาศ  การปลูก  การดูแลรักษา       โรคแมลงที่รบกวน  ที่มีลักษณะคล้ายกันรวมไว้เป็นพวกๆ  เช่น  พวกกะหล่ำ (cole  crops)  พวกแตง (melons)  พวกผักสลัด (salad  crops)  พวกหัว (root  crops)

 

กะหล่ำปลี

narakbeauty.blogspot.com

 

4.  จำแนกโดยถือเอาความคงทนต่ออากาศหนาวของพืชเป็นเกณฑ์ (Classification  based  on  winter  hardiness)  เช่น  ผักที่ทนหนาวได้ (hardy  vegetables)  ผักพวกนี้      อาจทนความหนาวได้  ถึงแม้ว่าจะมีความหนาวถึงจุดที่เกิดผลึกน้ำแข็งก็ตาม  ผิดกับผักที่ไม่ทนหนาว (tender  vegetables)  เมื่ออุณหภูมิถึงจุดดังกล่าว  ก็จะตาย  อย่างไรก็ตามผักส่วนใหญ่ไม่ทนหนาวจัด  แต่ต้องการอากาศอบอุ่น

 

 

5.  จำแนกโดยอาศัยลักษณะการเจริญเติบโตหรืออายุของพืช (Classification  based  on  growth  characteristics)  แบ่งออกเป็น  3  ย่อยๆคือ

     1)  พืชผักฤดูเดียว (Annual)  คือ  พืชที่มีอายุสั้นๆ  จบชีพจักรภายในปีเดียวหรือฤดูปลูกเดียว  ส่วนมากเป็นพวกพืชล้มลุก  เช่น  มะเขือเทศ  แตงกวา

 

มะเขือเทศ

blog.scphc.ac.th

 

     2)  พืชสองฤดู (Biennial)  คือ  พืชที่มีชีพจักรภายใน  2  ปีหรือ  2  ฤดูปลูก  ซึ่งเป็นลักษณะของพืชเมืองหนาวที่ต้องใช้ความเย็นทำลายการพักตัว  เช่น  หอมฝรั่ง (หอมหัวใหญ่) กะหล่ำต่างๆ      พืชเหล่านี้ในฤดูปลูกแรกมีการเจริญเติบโตทางส่วนต้น (vegetative  growth)    เมื่อการพักตัวถูกทำลายแล้ว  ในฤดูปลูกหลังจะมีการเจริญทางการสืบพันธุ์ (reproductive  growth)

 

หอมหัวใหญ่

phtnet.org

 

     3)  พืชยืนต้น (Perennial)  คือ  พืชที่จบชีพจักรภายใน  3  ปี  หรือ  3  ฤดูปลูก  หรือมากกว่า  พืชยืนต้นประเภทนี้  แบ่งออกเป็น  พวกคือ

          -พวกที่มีลำต้นหลักหรือลำต้นประธาน  เราเรียกว่า   Tree  ที่เรานำบางส่วนของมันมาใช้เป็นผัก  เช่น  มะม่วง  ชมพู่  ใช้ใบอ่อน  ดอกอ่อน  ผลอ่อน  มะนาว  ใช้ผล  มะกรูด  ใช้ใบและผล  แค  ใช้ดอก  สะตอ  ใช้เมล็ดจากฝัก

 

สะตอ

oknation.net

 

          -พวกที่ไม่มีลำต้นประธาน  แต่มีลำต้นที่มีขนาดไล่เลี่ยกันแตกออกมาจากตอหลายลำ  เราเรียกว่า  Shrub  มีพืชบางชนิดที่เรานำส่วนของมันมาใช้เป็นผัก  เช่น  ไผ่        (ใช้หน่ออ่อน/หน่อไม้)  เตย  ชะอม  ใช้ใบอ่อน

 

หน่อไม้

be2hand.com

 

จะเห็นได้ว่า  ประเทศแถบหนาว  เช่น  สหรัฐอเมริกา  ญี่ปุ่น  และประเทศในยุโรป  ไม่มีพวกพืชยืนต้นที่มีเนื้อไม้ใช้เป็นผักเหมือนบ้านเรา  ประเทศเรามีพืชจำพวกนี้ที่มีคุณค่าอาหารสูง  เหมาะต่อคนยากจน  เพราะราคาถูกหลายชนิดที่จะใช้เป็นอาหารผักได้ดี  เช่น  กระถิน  สะตอ ชะอม

ผักสวนครัว

ผักสวนครัว  คือ  ผักที่ปลูกไว้ในบริเวณบ้านหรือที่ว่างต่างๆ  ในชุมชนต่างๆ  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกไว้สำหรับรับประทานเองภายในครอบครัวหรือชุมชน  การปลูกผักสวนครัวไว้รับประทาน  จะทำให้ผู้ปลูกได้รับประทานผักสดที่อุดมด้วยวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ  มีความปลอดภัยจากสารเคมี  ลดรายจ่ายในครัวเรือน  และที่สำคัญทำให้สมาชิกในครอบครัวมีกิจกรรมร่วมกันในการปลูกผัก  เพื่อเกิดสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว  โดยทั่วไปคนต้องมีการบริโภคผักอย่างน้อย  วันละ  200  กรัม  เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน

ประโยชน์ของการปลูกผักสวนครัว

            1.  ปลูกเป็นรั้วบ้าน (รั้วกินได้)  ผักที่สามารถนำมาปลูกทำเป็นรั้ว  ได้แก่  กระถิน  ชะอม  ตำลึง  ผักหวาน  ผักปลัง  แค  ถั่วพู  มะระ  ฯลฯ  ซึ่งเป็นผักที่ปลูกง่ายและให้ผลผลิตตลอดปี  มีคุณค่าทางอาหารสูงและปลอดภัยจากสารเคมี

            2.  สามารถใช้ประดับตกแต่งบริเวณบ้าน  เช่น  จัดสวนผักสวนครัว  การปลูกต้นแคเป็นรั้วกินได้  การนำผักสวนครัวที่ปลูกในกระถางแบบแขวนห้อยมาตกแต่งบริเวณรอบๆบ้าน

            3.  ใช้พื้นที่ส่วนที่ว่างเปล่าให้เกิดประโยชน์

            4.  ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อผักมาประกอบอาหารประจำวัน

            5.  ครอบครัวได้รับประทานผักที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วนและปลอดภัยจากสารเคมี

            6.  สร้างความสัมพันธ์และสานสายใยรักที่ดีในครอบครัว  และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

 

ผักสวนครัวหลังบ้าน

sufficiencylife.blogspot.com

พืชผักสวนครัวประดับบ้าน  หมายถึง  พืชผักสวนครัวที่มีความสวยงามในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง  เช่น  ทรงต้น  สี  และรูปร่างของใบ  ดอก  และผล  ที่สามารถนำมาปลูกประดับหรือจัดตกแต่งบ้านเรือนให้เกิดความร่มรื่น  สวยงาม  น่าอยู่อาศัย  อีกทั้งยังสามารถใช้บริโภคเป็นอาหารในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย  ซึ่งนักตกแต่งสวนครัวประดับบ้านบางท่านกล่าวว่า  เป็นปัจจัยที่  5  ของการดำรงชีวิต  การจัดตกแต่งบ้านด้วยพืชผักสวนครัวในปัจจุบันนิยมกันมาก  ทั้งที่ปลูกลงดินจัดเป็นสวนหย่อมสวนครัว  ปลูกลงกระถางทรงตั้ง  และกระถางแขวน  เพื่อใช้จัดตกแต่งภายในและภายนอกบ้านเรือน

ความสำคัญและประโยชน์

                        การปลูกพืชผักสวนครัวเป็นไม้ประดับบ้านแทนไม้ดอกไม้ประดับอื่นๆนั้น  เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับสังคมเมืองที่มีประชากรหนาแน่นมีที่อยู่จำกัด  เช่น  กรุงเทพฯ  และจังหวัดใหญ่ๆ  ซึ่งส่วนใหญ่ที่อยู่อาศัยมักจะมีพื้นที่ดินน้อย  หรือไม่มีที่ดินสำหรับการเพาะปลูกพืชได้เลย  เช่น  บ้านแบบทาวน์เฮ้าส์  อาคารชุด  คอนโดมิเนียม  บ้านเช่า  ห้องเช่า  ซึ่งถ้าปลูกพืชสวนครัวเป็นไม้ประดับบ้านลงในภาชนะต่างๆแล้ว  นอกจากจะก่อให้เกิดความสดชื่นจากสีเขียวของพันธุ์ไม้แล้ว  ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในครัวเรือนได้อีกด้วย  จึงสามารถจำแนกประโยชน์ของการปลูกพืชสวนครัวเป็นไม้ประดับได้ดังนี้

                        1.  ก่อให้เกิดความสดชื่น  คลายเครียดจากภารกิจในชีวิตประจำวัน  เนื่องจากสีเขียวของพันธุ์ไม้

                        2.  ประหยัดรายจ่ายในครอบครัว  เพราะพืชสวนครัวที่นำมาเป็นไม้ประดับส่วนใหญ่เป็นพืชที่ใช้เป็นอาหารในชีวิตประจำวัน

                        3.  ปลอดภัยจากสารพิษ  เพราะพืชสวนครัวที่เราปลูกเองจะไม่ใช้ยาปราบศัตรูพืช  อีกทั้งยังสะอาด  ถูกอนามัยมากกว่าซื้อมาจากตลาด

                        4.  ช่วยให้ที่อยู่อาศัยเกิดความสดชื่น  สวยงาม  เป็นที่เบิกบานใจแก่ผู้อยู่อาศัยและผู้พบเห็น  ซึ่งจะบอกถึงรสนิยมของเจ้าของแก่ผู้อื่นด้วย

                        5.  ช่วยให้ผู้ปลูกเกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  รู้จักนำเอาศิลปะมาใช้ในชีวิตประจำวันในการจัดประดับตกแต่งและการปลูก

 

 

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการปลูกพืชผักสวนครัวประดับบ้าน

                        1.  อุปกรณ์ในการเตรียมดิน  ได้แก่  จอบ  เสียม  พลั่ว  ปุ้งกี๋

                        2.  อุปกรณ์ในการปลูกและบำรุงรักษา  ได้แก่  มีด  ช้อนปลูก  ส้อมปลูก  กรรไกรตัดกิ่ง  ภาชนะปลูก  บัวรดน้ำ

                        3.  วัสดุปลูก  ได้แก่  ดินผสม  ขุยมะพร้าว  ทรายหยาบ  ปุ๋ยคอก  ปุ๋ยหมัก

ลักษณะของพืชผักสวนครัวที่นำมาใช้เป็นไม้ประดับ

                        ลักษณะของลำต้น  ใบ  ดอก  และผล  มีความสำคัญต่อการนำมาจัดเป็นไม้ประดับบ้านอย่างมาก  เพราะเราอาศัยลักษณะทางธรรมชาติเหล่านี้ของมันมาใช้ประดับตกแต่งให้เกิดความสวยงาม  ทั้งทางด้านรูปร่างและสีสัน  จึงสามารถแบ่งลักษณะของพืชผักสวนครัวออกได้ดังนี้

                        1)  ไม้ยืนต้น  ได้แก่  พืชผักสวนครัวขนาดใหญ่  แตกกิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา  เหมาะสำหรับปลูกในบ้านที่มีพื้นที่กว้าง  เช่น  แค  ไผ่หวาน  มะกรูด  มะนาว  ส้มซ่า  กระถิน

                        2)  ไม้พุ่มเตี้ย  ได้แก่  โหระพา  กะเพรา  แมงลัก  พริก  มะเขือ ซึ่งพืชเหล่านี้เมื่อนำผลผลิตไปใช้ในครัวเรือน  ควรตัดแต่งกิ่งให้สวยงามด้วย

                        3)  ไม้กอ  คือ  พืชผักสวนครัวที่ปลูกแล้วแตกกอ  ส่วนใหญ่จะเป็นพวกลำต้นใต้ดิน  เช่น  หน่อไม้ฝรั่ง  ขิง  ข่า  ขมิ้นเหลือง  ขมิ้นขาว  เตยหอม  พืชพวกนี้จะมีความสวยงามตามธรรมชาติอยู่แล้ว

                        4)  ไม้เถาไม้เลื้อย  นิยมปลูกประดับตามเรือนต้นไม้  ซุ้มประตู  รั้ว  เพื่อให้เกิดความสวยงามเขียวชอุ่ม  เช่น  ถั่วพู  มะระ  บวบ  น้ำเต้า  ตำลึง  มะเขือเทศพันธุ์เลื้อย

                        5)  ไม้ล้มลุกคลุมดิน  ได้แก่  ผักชี  ขึ้นฉ่าย  ผักชีฝรั่ง  บัวบก  สะระแหน่  ต้นหอม  กะหล่ำปมสีม่วงและสีเขียว  กะหล่ำปลีสีม่วง

ข้อควรคำนึงในการเลือกปลูกพืชผักสวนครัวเป็นไม้ประดับบ้าน

                        1.  ความต้องการแสงแดดในการเจริญเติบโต  พืชผักสวนครัวส่วนใหญ่เป็นไม้กลางแจ้ง  ชอบแดด  ดังนั้นในการปลูกพืชจะต้องดูทิศทางของแสง  ส่วนไม้ในร่ม             ถ้าต้องการนำมาปลูกกลางแจ้ง  ควรเลือกปลูกบริเวณใกล้ไม้ใหญ่  เพื่อให้อาศัยร่มเงา       ยามแดดจัด

                        2.  อายุของพืชผักสวนครัว  ส่วนใหญ่อายุสั้น  จึงเป็นปัญหาสำคัญในการปลูกเปลี่ยนทดแทนหรือซ่อมแซม  ดังนั้น  พืชผักสวนครัวที่มีอายุสั้น  ควรจะมีการเตรียมพร้อมเรื่องต้นพันธุ์ที่จะนำมาปลูกทดแทน

                        3.  ฤดูกาลปลูก  ควรนำพืชผักสวนครัวมาปลูกให้ตรงกับฤดูกาลที่พืชเจริญเติบโตได้ดี  เพื่อให้พืชผักสวนครัวที่ปลูกเจริญเติบโตได้เต็มที่  ทำให้ดูสวยงามยิ่งขึ้น

                        4.  ความต้านทานต่อโรคแมลงและศัตรูพืช  พืชผักสวนครัวหลายชนิดที่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับศัตรูพืช  เช่น  กะเพรา  โหระพา  ตะไคร้  ฯลฯ  แต่ยังมีพืชผักสวนครัวหลายชนิดที่แมลงชอบทำลาย  เช่น  มะระ  มะเขือ  แตงกวา  ฯลฯ  จึงควรหาพันธุ์ต้านทานโรคมาปลูก  ควบคุมการให้น้ำ  ใส่ปุ๋ยให้ถูกต้อง  ปัญหาเรื่องโรคระบาดจะไม่เกิดขึ้น  ส่วนแมลงศัตรูพืชให้ใช้วิธีจับแล้วทำลาย  ไม่ควรใช้สารเคมีกำจัด  เพราะพืชผักเหล่านี้อยู่ภายในบริเวณที่อยู่อาศัย  จะเป็นอันตรายต่อคนและสัตว์เลี้ยงได้

หลักการปลูกพืชผักสวนครัวเป็นไม้ประดับบ้าน

                        ในการปลูกพืชผักสวนครัวเป็นไม้ประดับบ้าน  มีหลักการต่างๆเหมือนกับการปลูกพืชทั่วไป  แต่จะมีข้อแตกต่างกันบ้างในเรื่องขนาดของพืชที่ปลูก  เช่น  ปลูกเป็นสวนหย่อม  ปลูกในกระถาง  ปลูกในภาชนะอื่นๆ  การจัดรูปแบบในการปลูกต้องอาศัยองค์ประกอบทางศิลปะ  และการหาวัสดุมาประกอบเพื่อให้เกิดความสวยงามยิ่งขึ้น

              1.  แปลงปลูกพืชผักสวนครัวเป็นไม้ประดับบ้าน  มักจัดเป็นสวนหย่อม  ดังนั้น  รูปร่างของแปลงปลูก  จึงมักจะเป็นรูปวงกลม  วงรี  รูปสามเหลี่ยม  สี่เหลี่ยมจัตุรัส  ขึ้นอยู่กับอาคารสถานที่  และตัวอาคารบ้านเรือน  ส่วนการเตรียมดินปลูกเช่นเดียวกับการปลูกพืชผักในแปลงทั่วไป

                        2.  รูปแบบของการปลูกพืชผักสวนครัวเป็นไม้ประดับบ้าน

                             2.1  การปลูกแบบสวนหย่อมหรือที่นิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า  สวนหย่อมสวนครัว  นอกจากจะใช้ความรู้ทางวิชาเกษตรในการปลูกแล้ว  ยังต้องรู้จักองค์ประกอบของศิลปะเกี่ยวกับ  ที่ว่าง  เส้น  รูปร่าง  สี  ผิวสัมผัส  ส่วนสัด  ความสมดุล  จังหวะ  ความแตกต่าง  ความกลมกลืน  การเน้นจุดเด่น  ฯลฯ  เมื่อนำเอาพืชเหล่านี้มาประกอบกันเข้า  ก็จะเกิดความสวยงาม  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศิลปะวิธีของผู้ออกแบบและผู้จัดการปลูก  การปลูกแบบสวนหย่อมจะต้องใช้พันธุ์ไม้  หินที่มีรูปร่างสวยงาม  กรวด  ทราย  รากไม้  ตอไม้  แผ่นทางเท้า  หรืออาจมีน้ำพุ  น้ำตก  สระน้ำ  อยู่ในสวนหย่อมด้วยก็ได้

 

สวนครัวประดับบ้าน

oknation.net

 

                             2.2  การปลูกแบบสวนแขวน   สวนแขวน/สวนลอยฟ้า/สวนอากาศ  หมายถึง  การนำเอาพืชผักสวนครัวมาปลูกในภาชนะต่างๆที่มีขนาดเล็กและบรรจุดินปลูกได้น้อย   เก็บความชื้นได้น้อย  พืชผักสวนครัวที่จะนำมาปลูกควรเป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อย  ทนต่อแสงแดด  ทรงต้นเตี้ย  ระบบรากตื้น  พืชผักสวนครัวจำพวกนี้ได้แก่  สะระแหน่  หอมแบ่ง  ผักชี  พริกแคระ  ผักชีฝรั่ง  ขึ้นฉ่าย  ฯลฯ

 

ผักสวนครัวแบบแขวน

mblog.manager.co.th

 

 

                             2.3  การปลูกลงในกระถางหรือภาชนะอื่นเพื่อใช้ตั้งประดับตกแต่ง

 

ผักสวนครัวในภาชนะ

arunsawat.com

 

 

ผักสวนครัวท้องถิ่นนวมินทร์สงขลา

 

            วิสัยทัศน์ ของโรงเรียนนวมินทราชูทิศ ทักษิณ คือ  “ภายในปี  2555 โรงเรียนนวมินทราชูทิศ ทักษิณ  มุ่งมั่นจัดการศึกษาให้นักเรียนมีความรู้คู่คุณธรรม  ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง.....”   ประกอบกับประชากรในเขตเทศบาลตำบลพะวงซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนนวมินทราชูทิศ ทักษิณ    ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม   และเทศบาลตำบลพะวงได้จัดทำโครงการส่งเสริมอาชีพปลูกผักสวนครัว   ทำให้การปลูกพืชผักสวนครัวในชุมชนรอบ ๆ  โรงเรียนนวมินทราชูทิศ ทักษิณ  โดดเด่นขึ้น 

ผักสวนครัวในท้องตำบลพะวงและอำเภอใกล้เคียง  ในจังหวัดสงขลา  ส่วนใหญ่เป็นพืชผักทั่วไป  นิยมปลูกเป็นผักริมรั้วไว้กินเอง  เนื่องจากประหยัดงบประมาณและที่สำคัญคือปลอดภัยจากสารพิษ   ซึ่งนักเรียนคงเคยได้ข่าวที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทำการสำรวจหาสารพิษตกค้าง  ในผักที่นิยม  2  ชนิด  คือ  ผักคะน้า และ ผักบุ้ง  จำนวน  202  ตัวอย่าง  โดยการใช้เครื่องมือที่ดีที่สุดที่มีอยู่ของกระทรวง  ฯ  ปรากฏว่ามีสารพิษตกค้างของสารกำจัดศัตรูพืชอยู่ในระดับสูงกว่าระดับมาตรฐาน  ซึ่งเป็นการบอกถึงมหันตภัยร้ายของสารเคมีที่ทำลายล้างชีวิตมนุษย์และสิ่งแวดล้อม    ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่มีความรู้เรื่องการบริโภคและโภชนาการมากขึ้น  นิยมรับประทานผักที่ปลอดสารพิษเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพ  และได้หันมาปลูกผักสวนครัวหรือผักริมรั้วกันเพิ่มมากขึ้น   ที่นิยมปลูกกันมาก  ได้แก่  ผักหวานป่า  ชะอม  มันขึ้หนู  ฯลฯ  

 

 

ผักหวานป่า  (MelienthasuavisPierre)  

ผักหวานป่า  เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ในสภาพดินระบายน้ำได้ดี  หรือไม่มีน้ำท่วมขัง  และแสงแดดไม่จัด  แต่เป็นพืชที่มีระบบรากอ่อนแอ  จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง  ลักษณะเป็นใบเดี่ยวสลับ  เนื้อใบกรอบ  ปลายใบมนก้านใบสั้น  ช่อดอกเกิดบริเวณกิ่งแก่หรือลำต้น  ดอกเป็นแบบไม่สมบูรณ์เพศ  มีทั้งต้นดอกเพศผู้และดอกเพศเมีย 

มีคุณค่าทางโภชนาการสูงชนิดหนึ่ง    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านแหล่งโปรตีน  วิตมินซี  และพลังงาน  นอกจากนี้ยังมีปริมาณใยอาหารพอสมควร  ช่วยในการขับถ่ายให้ดีขึ้น  ในยอดและใบสดที่รับประทานได้  100  กรัม  ประกอบด้วยน้ำ  76.6  กรัม  โปรตีน  8.2  กรัม  คาร์โบไฮเดรต  10  กรัม  ใยอาหาร  3.4  กรัม  เถ้า  1.8  กรัม   แคโรทีน  1.6  มก.  วิตามินซี  115  มก.  และค่าพลังงาน  300  กิโลจูล  (KJ)  

            การบริโภคผักหวานควรปรุงให้สุกเสียก่อน  เนื่องจากบริโภคสด ๆ  ในปริมาณมากอาจทำให้เกิดการเบื่อเมา  เป็นไข้  และอาเจียนได้

            การนำผักหวานไปปรุงอาหารนั้น  ใช้ได้ทั้งส่วนที่เป็นยอดและใบอ่อน ๆ ไปปรุงอาหาร  เช่น  ต้ม  ลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก  แกงเลียง  ต้มจืด  แกงกับไข่มอแดง   สำหรับผลแก่อาจลอกเนื้อทิ้งนำเมล็ดไปต้มรับประทานได้กับเมล็ดขนุน  มีรสหวานมัน 

            ในจังหวัดสงขลานิยมปลูกผักหวานป่าไว้เป็นผักสวนครัว   และมีชาวบ้านบางกลุ่มที่ปลูกขายเป็นงานอดิเรก  ในแถบอำเภอต่าง ๆ  ที่น้ำท่วมไม่ถึง   เช่น  ตำบลรัตภูมิ  ควนเนียง   บางกล่ำ   สะบ้าย้อย  ฯลฯ

    ผักหวานป่า

 

ชะอม

            ชะอมเป็นพืชผักสวนครัว  หรือ  ผักริมรั้วของชาวสงขลา  ที่ปลูกได้ทั่วไปในจังหวัดสงขลา  ยกเว้นที่เค็มจัดหรือเป็นกรดจัด  เช่น  ตำบลคอหงส์   อำเภอหาดใหญ่   ตำบลบางกล่ำ  อำเภอบางกล่ำ   ตำบลกำแพง  ตำบลเขาพระ  อำเภอรัตภูมิ  ฯลฯ

ประโยชน์ของชะอมใช้ปรุงอาหารได้หลายชนิด  เช่น  ชะอมชุบไข่ทอด  แกงส้มชะอมชุบไข่ทอด  แกงป่าไก่  แกงคั่วหอยขม  แกงเผ็ด  ชะอมสดหรือลวกจิ้มน้ำพริก 

คุณค่าทางโภชนาการของชะอม  ประกอบด้วยเส้นใยอาหาร  แคลเซี่ยม  ฟอสฟอรัส  เหล็ก  วิตามินเอ  วิตามันบี  1  วิตามินบี  2   และวิตามินซี   นอกจากนี้  ชะอมใบอ่อนและยอดอ่อนช่วยลดความร้อนในร่างกาย  ขับลมในลำไส้  เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ  รากใช้แก้อาการท้องเฟ้อ  ขับลมในลำไส้ 

การขยายพันธ์ต้นชะอม  ใช้วิธีตอนกิ่ง  และปักชำหรือโน้มกิ่งชะอมฝังดินทำให้แตกรากใหม่เกิดเป็นต้นใหม่เพิ่มขึ้น 

 

  ต้นชะอม

                       

 

 

              ชะอมชุบไข่ทอด

 

 

 

 

มันขี้หนู

มันขึ้หนู เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก  มีหัวใต้ดินที่เติบโตจากราก  สามารถรับประทานและใช้ขยายพันธุ์ต่อไปได้

            ลำต้นของมันขี้หนู  สูงประมาณ  1 – 2  ฟุต  ลำต้นอวบน้ำมีขนปกคลุม  ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมและทอดเลื้อย  ส่วนใบเป็นใบเดี่ยวรูปกลมแกมไข่  ขอบใบหยัก  ปลายใบมน  ออกตรงข้ามสลับตั้งฉากกัน  โดยออกจากหัว  ใบแผ่บนผิวดิน  ขนาดของใบยาวประมาณ  6.5  - 8.5  เซนติเมตร  กว้างประมาณ  5 – 7 เซนติเมตร  ก้านใบยาว  4 – 5  เซนติเมตร  ดอกมีขนาดเล็กสีขาวอมม่วง  ช่อดอกออกที่ปลายยอดชูตั้งขึ้นสูง  ไม่ค่อยติดผล  หัวมันขี้หนูมีขนาดเล็กที่พัฒนาจากรากเพื่อสะสมอาหารที่เกิดขึ้นบริเวณข้อของลำต้น  ขนาดของหัวยาวประมาณ  1.5  -  3  เซนติเมตร  ผิวเปลือกสีน้ำตาลเนื้อในสีขาวหรือม่วง  หัวคือส่วนที่ใช้รับประทานได้  มีรสชาติมัน

มันขี้หนูเจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุย  ระบายน้ำได้ดี  ไม่ท่วมขังและได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน  ถ้ามีการพูนโคนก็จะให้หัวได้ดี  การเก็บเกี่ยวผลผลิตสามารถเก็บได้มากในช่วงฤดูฝน

มันขี้หนู  สามารถนำมาใช้ทำเป็นอาหารคาวและหวาน  หัวมันขึ้หนูที่ขุดขึ้นมาจะมีสีดำ  จะต้องใช้มีดขูดผิวเพื่อให้มีสีขาวน่ารับประทาน  ใช้ใส่ในแกงส้ม  แกงกะทิ  แกงไตปลา  หรือต้มจิ้มเกลือก็ได้  นอกจากนิยมรับประทานกันในจังหวัดสงขลา  แล้ว ยังนิยมกันในจังหวัด  สตูล  นราธิวาส  ปัตตานี  ยะลาและนครศรีธรรมราชด้วย

 ชุดการสอนชุดที่  5  เรื่อง  การปฏิบัติดูแลรักษา

ใบความรู้

การปฏิบัติดูแลรักษาพืช

 

            การปลูกพืชให้เจริญเติบโตเร็ว  ให้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพนั้น  จะต้องมีการปฏิบัติดูแลรักษา  เอาใจใส่ให้เหมาะสมกับพืชที่ปลูกเป็นอย่างดี  และต่อเนื่อง  เพื่อให้นักเรียนมีความรู้  ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติดูแลรักษาพืชที่ถูกวิธี  จึงได้เสนอรายละเอียดเกี่ยวกับ  ความหมาย  ความสำคัญ  และการปฏิบัติดูแลรักษาพืช  ดังนี้

 

ความหมาย

            การปฏิบัติดูแลรักษาพืช  หมายถึง  การบำรุง  ดูแล  ป้องกัน  และรักษาพืชให้สามารถเจริญเติบโตได้รวดเร็ว  ให้ผลผลิตสูง  และผลผลิตมีคุณภาพดีตรงตามสายพันธุ์และตรงตามความต้องการของผู้ปลูก  ดังนั้น  การปฏิบัติดูแลรักษาพืช  จึงประกอบด้วย  การให้น้ำ  การพรวนดิน  การกำจัดวัชพืช  การใส่ปุ๋ย  และการป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช  รวมไปถึงการทำร่มเงาให้แก่พืชปลูกใหม่  หรือพืชที่ชอบแสงรำไร  การใช้ผ้าดำคลุมแปลงสำหรับพืชวันสั้น (Short  day  plant)  การติดไฟส่องสว่างในแปลงปลูกสำหรับพืชวันยาว (Long  day  plant)

            จะเห็นได้ว่า  การปฏิบัติดูแลรักษาพืชนั้น  เป็นงานที่มีขอบเขตกว้างขวางตามลักษณะทางธรรมชาติของพืชที่ปลูกและฤดูกาลที่เข้ามามีส่วนสำคัญ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกพืชนอกฤดูกาลจะต้องเพิ่มเทคโนโลยีในการปฏิบัติดูแลรักษาพืชมากขึ้น

 

ความสำคัญ

            การปฏิบัติดูแลรักษาพืชมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช  และคุณภาพของผลผลิตพืช  ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

            1.  ช่วยให้พืชเจริญเติบโตเต็มที่และรวดเร็วยิ่งขึ้น

            2.  ช่วยให้พืชสร้างผลผลิตตามที่เราต้องการ  ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ

            3.  ช่วยให้เกิดผลผลิตพืชนอกฤดูกาลด้วยการใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตและการเกิดดอกติดผลของพืช

            4.  ช่วยลดพื้นที่ในการผลิต  เพราะการปฏิบัติดูแลรักษาพืชที่ดีและเหมาะสม  จะช่วยให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้น  โดยใช้พื้นที่เท่าเดิมหรือน้อยกว่าเดิม

            5.  ช่วยลดปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าอันเนื่องมาจากการขยายพื้นที่เพาะปลูก  เพื่อให้มีผลผลิตเพียงพอต่อจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น  ทั้งประชากรในประเทศและประชากรโลก

            6.  ช่วยประหยัดพลังงานและอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม  เพราะการปฏิบัติดูแลรักษาพืชที่ถูกวิธีนั้น  จะช่วยประหยัดต้นทุน  แรงงาน  และทรัพยากรต่างๆที่ใช้ในการผลิตพืช  ทั้งความอุดมสมบูรณ์ของดิน  แร่ธาตุ  อาหารพืช  แหล่งน้ำ  รวมไปถึงแรงงานจากคนและสัตว์

            7.  ช่วยเพิ่มรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ  เพราะผลผลิตพืชที่ได้จากการปฏิบัติดูแลรักษาที่ดีนั้น  จะมีคุณภาพดี  มีปริมาณมาก  เพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ปลูก  และมีรายได้จากการส่งออกผลผลิตพืชเข้าสู่ประเทศเพิ่มขึ้น  ภาพรวมทางด้านเศรษฐกิจก็จะดีขึ้นด้วย

            จากความสำคัญของการปฏิบัติดูแลรักษาพืชดังกล่าว  จึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษาเรียนรู้ถึงแนวทางหรือวิธีการที่จะนำมาใช้เพื่อให้เกิดการปฏิบัติรักษาพืชนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดตามเป้าหมายที่ต้องการ  และไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อทรัพยากรสิ่งแวดล้อม

 

การปฏิบัติรักษาพืช

การปฏิบัติดูแลรักษา  ประกอบด้วย  การให้น้ำ    การพรวนดิน  การกำจัดวัชพืช และการใส่ปุ๋ย   รายละเอียดดังนี้

        1.  การให้น้ำ  น้ำมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชอย่างมาก  เพราะน้ำจะเป็นตัวทำละลายแร่ธาตุอาหารพืชให้เป็นสารละลายที่พืชสามารถดูดดึงไปใช้ประโยชน์ได้  นอกจากนั้น  น้ำยังเป็นองค์ประกอบของเซลล์พืช  และเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการสังเคราะห์แสงของพืช  หากพืชขาดน้ำจะไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้

            ความสำคัญของน้ำที่มีต่อพืช

                        1)  เป็นวัตถุดิบสำคัญต่อการสังเคราะห์แสงของพืช

                        2)  เป็นปัจจัยสำคัญต่อการงอกของเมล็ดพืช  เพราะน้ำจะช่วยทำให้เปลือกหุ้มเมล็ดอ่อนนุ่ม  ต้นอ่อนสามารถแทงรากงอกออกมาจากเมล็ดได้ง่าย

                        3)  เป็นตัวทำละลายสารอาหารและเกลือแร่ต่างๆที่มีอยู่ในดิน  เพื่อช่วยให้รากดูดซึมและลำเลียงไปยังส่วนต่างๆของพืช  เช่น  ลำต้น  กิ่ง  ก้าน  และใบ

                        4)  ช่วยในการเจริญเติบโตของพืช  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อเยื่อที่กำลังเจริญเติบโต  ถ้าขาดน้ำก็จะทำให้เซลล์ยืดตัวไม่เต็มที่  ต้นจะแคระแกร็น  และถ้าขาดน้ำมากๆ  พืชจะเหี่ยวและเฉาตายไปในที่สุด

                        5)  เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของพืช  โดยพืชบกจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ  60 – 90 %  ส่วนพืชน้ำจะมีอยู่ประมาณ  95 – 99 %

 

            แหล่งน้ำที่ใช้ในการปลูกพืช

                        1)  น้ำฝน  เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีความสำคัญที่สุดสำหรับการปลูกพืช  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกพืชไร่และการทำนาปี  ซึ่งต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก  ดังนั้น หากปีใดมีปริมาณน้ำฝนน้อยหรือฝนทิ้งช่วง  ทำให้ผลผลิตลดลง

                        2)  น้ำท่า  ได้แก่  แหล่งน้ำธรรมชาติจำพวกแม่น้ำ  ลำคลอง ห้วย  หนอง  บึง  กว๊าน  ลำธาร  ซึ่งเกษตรกรที่มีพื้นที่การเกษตรอยู่ใกล้แหล่งน้ำเหล่านี้จะสามารถทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี  ยกเว้นปีใดที่มีฝนน้อย  แหล่งน้ำเหล่านี้อาจขาดน้ำ

                        3)  น้ำบาดาล  น้ำบาดาลหรือน้ำใต้ดินสามารถนำมาใช้ในการเกษตรด้านการเลี้ยงสัตว์ได้ดี  แต่สำหรับการปลูกพืชต้องผ่านกรรมวิธีปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อนนำมาใช้  เพื่อกำจัดเกลือชนิดต่างๆที่มีอยู่ในน้ำบาดาลที่อาจเป็นพิษต่อพืช  และที่สำคัญคือ  การขุดเจาะน้ำบาดาลต้องลงทุนสูง

                        4)  น้ำจากแหล่งชลประทาน   เป็นแหล่งน้ำที่สร้างขึ้นสำหรับใช้กักเก็บน้ำฝนเพื่อนำมาใช้ในการเกษตร  การอุปโภคบริโภค  การผลิตไฟฟ้า  หรือเพื่อป้องกันน้ำท่วม  ซึ่งประกอบด้วยเขื่อนต่างๆ  เช่น  เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  เขื่อนเจ้าพระยา  เขื่อนภูมิพล  เขื่อนสิริกิติ์  เขื่อนรัชชประภา  ฯลฯ  นอกจากนั้นยังมีอ่างเก็บน้ำต่างๆ  เช่น  อ่างเก็บน้ำลำตะคอง  อ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน  อ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว  ฯลฯ  ซึ่งอ่างเก็บน้ำเหล่านี้มีทิวทัศน์สวยงาม  เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของแต่ละจังหวัด  ทั้งเขื่อนและอ่างเก็บน้ำอยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

อ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน

chaambeach.com

 

 

                        5)  แหล่งน้ำของเกษตรกร  เป็นแหล่งน้ำที่เกิดขึ้นตามแนวการเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ต้องการให้เกษตรกรมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี  โดยแบ่งพื้นที่การเกษตรส่วนหนึ่งประมาณ  30 %  สำหรับขุดสระหรือขุดบ่อเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ตลอดปีในพื้นที่ที่มีปัญหาขาดแคลนน้ำในหน้าแล้ง

 

 

แหล่งน้ำสำหรับกักเก็บน้ำไว้ใช้ตลอดปี

rai-wisataugsonkai.com

 

วิธีการให้น้ำพืช   สามารถกระทำได้ดังนี้

1.  การให้น้ำทางผิวดิน เป็นวิธีการให้น้ำที่ใช้กันมาก่อนวิธีอื่นใดโดยปล่อยน้ำไปบนผิวดินที่เราปลูกพืช แบ่งออกเป็นแบบย่อยๆได้อีกคือ

     1.1  ปล่อยท่วมแปลง เป็นการให้น้ำแบบปล่อยท่วมแปลงอาจปล่อยจากคลองโดยตรง หรือปล่อยจากคูย่อย

 

การให้น้ำพืชแบบปล่อยท่วมแปลง

pcat.ac.th

 

 

     1.2  ปล่อยไปตามร่องคู เป็นการให้น้ำโดยจ่ายไปตามร่องคู คือ ปล่อยน้ำจากท่อใหญ่ให้ไหลไปตามร่องคูที่ทำไว้ระหว่างแถวพืช จำนวนร่องจะมีมากน้อยแล้วแต่ระยะระหว่างแถวถ้าแถวห่างก็อาจทำร่องหลายๆร่องในสวนโดยทั่วไปนิยมใช้ท่ออะลูมิเนียมที่มีรูปิดเปิด แบบโยกย้ายได้เพราะสะดวกในการขนย้าย

 

การให้น้ำพืชโดยปล่อยไปตามร่องคู

pcat.ac.th

 

     1.3  การให้น้ำแบบหยดเป็นการให้น้ำโดยผ่านทางท่อขนาดจิ๋วหลักการมีอยู่ว่าน้ำจะถูกปล่อยออกจากถังซึ่งสามารถควบคุมระดับให้คงที่ได้น้ำจะผ่านมาตามท่อกลาง แล้วแยกเข้าท่อที่มีขนาดเล็กลง และไปออกที่ท่อขนาดจิ๋ววิธีการให้น้ำแบบนี้ ประหยัดน้ำได้มาก และเป็นการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์เต็มที่เพราะท่อขนาดจิ๋วจะอยู่บนผิวดินใกล้ๆโคนต้นไม้เวลาน้ำไหลหยดลงมาก็เปียกเฉพาะบริเวณรากเท่านั้น ต้นหนึ่งอาจใช้ท่อขนาดจิ๋ว  2  ท่อข้อเสียของการให้น้ำโดยวิธีนี้ก็คือ จะต้องมีระบบกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพมิฉะนั้นแล้วท่อขนาดจิ๋วจะอุดตัน

 

การให้น้ำพืชระบบน้ำหยด

kanchanapisek.or.th

 

 

2.  การให้น้ำโดยซึมจากใต้ดินเป็นการให้น้ำทางใต้ดินในระดับใดระดับหนึ่งที่เรากำหนดให้ซึ่งน้ำจะซึมสู่รากพืชได้สะดวก ในการให้น้ำแบบนี้ ดินสวนควรมีเนื้อดินสม่ำเสมอน้ำซึมผ่านง่าย พื้นที่ใกล้เคียงควรได้ระดับ

3.  การให้น้ำแบบพ่นเหนือดินการให้น้ำเหนือดินอาจทำได้หลายอย่างด้วยกัน เช่น ใช้บัวรดน้ำ  ใช้แครงสาด  แต่ที่สำคัญคือการให้น้ำแบบฝนเทียม (springkler)คือ ฉีดเป็นฝอยคล้ายฝน คลุมเนื้อที่เป็นแห่งๆไป

 

การให้น้ำแบบฝนเทียม

sprinklerthai.tarad.com

 

พืชกับความต้องการน้ำ

            โดยทั่วไปเราสามารถแบ่งพืชออกตามความต้องการน้ำได้ดังนี้

            1.  พืชที่ต้องการน้ำในปริมาณมาก  เช่น  ข้าว  บัว  แห้ว  กระจับ  เป็นต้น  ดังนั้นควรปลูกในที่ลุ่ม  หรือที่ที่มีน้ำท่วมขังตลอดทั้งปี  จึงจะให้ผลผลิตที่ดี

            2.  พืชที่ต้องการน้ำในปริมาณปานกลาง  เป็นพืชที่ขึ้นได้ดีในที่ดอนทั่วไป  มีทั้งพืชไร่  พืชสวน  เช่น  พริก  มะเขือ  แตงกวา  ถั่วฝักยาว  ถั่วเหลือง  ข้าวโพด  ข้าวฟ่าง  ส้ม  เงาะ  ทุเรียน  มังคุด  ลางสาด  มะม่วง  มะขาม  เป็นต้น

            3.  พืชที่ต้องการน้ำในปริมาณน้อย  เป็นพืชที่ทนความแห้งแล้งได้ดี  เหมาะสำหรับปลูกในที่ที่เป็นดินร่วนปนทรายซึ่งอุ้มน้ำได้ไม่ดี  เช่น  มันสำปะหลัง  ป่านศรนารายณ์  กระบองเพชร  เป็นต้น

            4.  พืชที่มีระบบรากพิเศษ  คือ  พืชที่ส่วนประกอบบางส่วนเปลี่ยนแปลงหน้าที่ไปดูดซับความชื้นในอากาศไปใช้ประโยชน์ได้  ทำให้พืชสามารถทนความแห้งแล้งได้ดี  เช่น  กล้วยไม้สกุลต่างๆ  เป็นต้น

 

กล้วยไม้

gotoknow.org

 

2.  การพรวนดิน

                 การพรวนดินนอกจากจะทำให้ดินร่วนซุย   การถ่ายเทอากาศและการระบายน้ำได้ดีแล้ว   การพรวนดินยังช่วยรักษาความชื้นในดินได้อีกด้วย  การปรับสภาพดินให้เหมาะสมจะช่วยให้รากแพร่กระจายได้รวดเร็ว  ซึ่งเป็นผลทำให้พืชผักโตเร็ว  และให้ผลผลิตสูง

            จุดประสงค์ของการพรวนดิน

1. กำจัดวัชพืช โรคและแมลง

2. ทำให้สามารถปลูกพืชได้ด้วยระยะปลูกและระดับความลึกที่สม่ำเสมอ

3. ประหยัดแรงงานและเวลาในการย้ายกล้า รวมทั้งลดความเสียหายของต้นกล้าอันเกิดจากการย้ายกล้าปลูก

4. ช่วยในการงอกของเมล็ดและทำให้การแทงยอดของต้นอ่อนสู่ผิวดินง่ายขึ้น

5. ปรับปรุงดินในบริเวณรากพืช (rootzone) โดยช่วยลดความแน่นของดิน รวมทั้งช่วยให้ดินสามารถรับน้ำได้ดียิ่งขึ้น

6. ทำให้การเก็บเกี่ยวพืชบางชนิดง่ายขึ้น โดยเฉพาะพืชหัว (rootcrops) เช่น มันฝรั่ง มันสำปะหลัง เผือก มันเทศ ฯลฯ

 

 

ขุบ  เครื่องมือพรวนดินโดยใช้แรงสัตว์อันเกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้าน

app1.bedo.or.th

 

 

 

 


            3.  การกำจัดวัชพืช

     วัชพืช  ตามพจนานุกรมหมายถึง พืชที่ไม่มีประโยชน์หรือไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ  หรือพืชที่แย่งอาหารจากพืชที่ปลูกในเรือกสวนไร่นา (วัชชะ = สิ่งที่ควรถอนทิ้ง)

ในทางการเกษตรหมายถึง  พืชที่ขึ้นปะปนอยู่กับพืชหลักที่ปลูกและเป็นพืชที่ไม่ต้องการ  เนื่องจากวัชพืชจะแก่งแย่งน้ำ  อาหาร  แสงแดดกับพืชที่ปลูก  เป็นที่อยู่อาศัยของโรค  แมลงและทำให้คุณภาพและผลผลิตของพืชที่ปลูกลดลง  บางชนิดมีหนามแหลมและเป็นพิษ  วัชพืชน้ำก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบชลประทาน

            ประเภทของวัชพืช

                 1)  วัชพืชน้ำ  ขึ้นในน้ำตามริมตลิ่งหรือที่มีน้ำขังเล็กน้อย  เช่น  ผักตบชวา  สาหร่าย  แห้วทรงกระเทียม  ฯลฯ

 

ผักตบชวา

school.net.th

                 2)  วัชพืชบก  ขึ้นบนบก  ได้แก่  หญ้าคา  แห้วหมู  หญ้าแพรก  หญ้าขจรจบ  ผักโขม  สาบเสือ  ฯลฯ

 

หญ้าคา

chaynichsart.com

 

            เมื่อวัชพืชเป็นศัตรูพืชจำเป็นต้องมีการกำจัดเพื่อให้ปริมาณวัชพืชลดลงหรือหมดไป และเพื่อให้การกำจัดหรือควบคุมนั้นมีประสิทธิภาพจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จักและทราบลักษณะทางพฤกษศาสตร์หรือวงชีพของวัชพืชนั้นๆเสียก่อนเช่น วัชพืชที่มีหัวและไม่มีหัวต้องเลือกใช้วิธีกำจัดหรือใช้ยาต่างกันพืชใบแคบซึ่งส่วนใหญ่หมายถึง หญ้า และกก นอกนั้นเป็นพืชใบกว้างวัชพืชมีการสนองตอบต่อยากำจัดวัชพืชต่างกันด้วยเช่น สารเคมีพวกกรดซัลฟิวริก (sulphuric acid) จะกำจัดพืชใบกว้างชนิดที่เป็นไม้ล้มลุกอายุสั้นได้ทั้งนี้เพราะว่าตาหรือยอดอ่อนไม่มีใบหุ้ม สารเคมีจะถูกตา ทำให้ตาหรือยอดอ่อนเสียไปไม่เจริญเติบโต ส่วนพวกหญ้าและกกซึ่งเป็นพืชใบแคบยอดอ่อนหรือตาถูกหุ้มด้วยกาบใบหลายชั้นสารเคมีเข้าถึงตาหรือยอดอ่อนได้ยากหรือไม่ได้จึงทำให้การกำจัดวัชพืชเหล่านี้ไม่ได้ผลดีนอกจากนี้แล้วยังต้องพิจารณาถึงสภาพแวดล้อม และขนาดเนื้อที่ที่ทำการเพาะปลูกด้วยการกำจัดวัชพืชมีหลายวิธีดังนี้

3.1  การกำจัดวัชพืชด้วยวิธีเขตกรรม

เป็นวิธีการสมัยโบราณ ซึ่งชาวไร่ชาวสวนทั่วๆไปปฏิบัติแต่วิธีการเหล่านี้ยังเป็นประโยชน์และมีประสิทธิภาพได้แก่

       1)การถอนชาวสวนมักดายหญ้าต้นสูงๆออก หรือที่เรียกว่า ทำรุ่น โดยใช้มีด จอบเสียมหากต้นเล็กใช้การถอนออก ซึ่งเหมาะสำหรับสวนที่มีเนื้อที่น้อยๆและวัชพืชนั้นเพิ่งเริ่มงอกรากหยั่งดินยังไม่ลึก ถ้าเป็นวัชพืชที่มีอายุข้ามปีการใช้มือถอนจะทำให้รากขาดถ้าทิ้งไว้รากจะงอกขึ้นมาใหม่การถอนวัชพืชควรรดน้ำให้ดินแฉะเสียก่อน ทำให้ถอนง่ายขึ้น เช่นแห้วหมูที่ขึ้นแซมในสนามหญ้าหากถอนเมื่อดินแข็ง ต้นมักขาดหัวยังคงอยู่ในดินสามารถงอกใหม่ได้ ควรรดน้ำเสียก่อน เวลาถอนหัวแห้วหมูจะได้ติดมาด้วยการใช้มือถอนควรทำก่อนที่วัชพืชออกดอก

       2)การขุดโดยใช้มีด จอบและเสียมเครื่องมือเหล่านี้เป็นเครื่องมือของกสิกรใช้ถางขุดทำลายวัชพืชทำได้ตั้งแต่ไร่ขนาดเล็กถึงไร่ขนาดใหญ่แต่ต้องมีแรงงานพอที่จะทำการขุดหรือถางการใช้จอบหรือเสียมรากของวัชพืชจะถูกขุดขึ้นมาด้วยและถ้าตากดินทิ้งไว้รากจะแห้งตายเช่น แห้วหมูส่วนการใช้จอบหรือเสียมหรือมีดถากถางหญ้านั้นเป็นเพียงตัดต้นวัชพืชเฉพาะส่วนที่อยู่บนดินเท่านั้น ส่วนที่อยู่ใต้ดินยังคงอยู่จะแตกเป็นต้นใหม่อีกเมื่อได้รับความชื้นดังนั้นควรขุดหรือถางพื้นดินแล้วเก็บวัชพืชทิ้ง ซึ่งเป็นวิธีทำลายวัชพืชและเป็นการพรวนดินให้แก่พืชปลูกอีกด้วย

       3)การใช้เครื่องมือทุ่นแรงในการเกษตรเช่นการใช้รถแทรกเตอร์ไถหรือพรวนดินก่อนลงมือปลูกพืช นอกจากเป็นการเตรียมดินแล้ว ยังทำให้จำนวนวัชพืชลดลงได้มากเช่นหญ้าขจรจบ ถ้ามีการไถพรวนดินสัก  2-3  ครั้ง ก่อนลงมือปลูกข้าวโพดเมล็ดหญ้าขจรจบจะงอกน้อยกว่าไถพรวนเพียงครั้งเดียวรากวัชพืชบางชนิดหยั่งดินลึกการไถพรวนตื้นไม่สามารถกำจัดได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของดินถ้าดินแห้งไถพรวนได้ตื้นถ้าดินชื้นไถพรวนได้ลึกสามารถไถได้ลึก  8-10  นิ้วจากผลการเพาะเมล็ดหญ้าขจรจบในความลึกต่างๆกันปรากฏว่าถ้าเพาะที่ผิวดินจะงอกประมาณ  80 %หากเพาะลึก  4  นิ้วแล้วเมล็ดจะงอกน้อยประมาณ  8 %เมล็ดพืชนั้นหากฝังดินยิ่งลึกมาก ความสามารถงอกยิ่งลดลง

4)การใช้เครื่องตัดหญ้าหรือกรรไกรตัดหญ้าเป็นการทำให้วัชพืชต้นเตี้ยลงยอดใบถูกทำลายไม่เจริญดีเท่าที่ควร หมั่นตัดอย่าให้วัชพืชเจริญเป็นต้นสูงมิฉะนั้นแล้ววัชพืชจะผลิตดอกออกผลช่วยแพร่กระจายพันธุ์อีกด้วย

       5)การใช้น้ำขังให้ท่วมแปลงเป็นวิธีการกำจัดวัชพืชอีกวิธีหนึ่งโดยการปล่อยน้ำให้ท่วมพื้นที่เป็นระยะเวลา  1-2  เดือนซึ่งควรเป็นระยะเวลาว่างจากการเพาะปลูกพืชผลในฤดูแล้งข้อสำคัญต้องให้น้ำนั้นท่วมถึงยอดต้นวัชพืชก่อนขังน้ำควรมีการไถพรวนดินเสียก่อน เป็นการทำลายต้นและเมล็ดวัชพืชทำให้จำนวนวัชพืชลดลง หรือในทางตรงกันข้ามหากวัชพืชเป็นไม้น้ำเมื่อระบายน้ำออกจากแปลงต้นจะแห้งตาย

6)การใช้ความร้อนหรือเผาความร้อนที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อพืชได้อยู่ระหว่าง  45-55  องศาเซลเซียสทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเนื้อเยื่อหรือชนิดของพืชเพราะความร้อนไปทำให้โปรโตพลาสซึมตกตะกอนเอนไซม์ไม่ทำงานการกำจัดวัชพืชโดยใช้เปลวไฟหรือเผานี้นิยมใช้กำจัดวัชพืชริมถนนริมคลองคันคูชลประทาน ที่รกร้างหรือในไร่หลังเก็บเกี่ยวแล้วการใช้เปลวไฟกำจัดวัชพืชในพืชไร่หลายชนิดได้ผลแต่ต้องคำนึงถึงอุณหภูมิของเปลวไฟสามารถทำลายวัชพืชได้ แต่ไม่เป็นอันตรายต่อพืชปลูกอนึ่งการเผาตอซังพืชปลูกนอกจากจะเป็นการกำจัดพืชแล้ว ยังทำให้แปลงปลูกสะอาดปราศจากเชื้อโรคและแมลงซึ่งเป็นศัตรูพืชปลูก

       7)การให้ร่มอาจจะใช้ฟาง แกลบ หรือกระดาษคลุมดินเพื่อป้องกันมิให้ต้นวัชพืชได้รับแสงและจะตายไปในที่สุดในต่างประเทศได้ใช้กระดาษคลุมดินแปลงอ้อยและสับปะรดกันมากปัจจุบันดัดแปลงเป็นแผ่นพลาสติกสีดำใช้คลุมดินเพื่อป้องกันวัชพืชในประเทศไทยใช้ฟางข้าวและแกลบคลุมดินนอกจากจะรักษาความชื้นของดินแล้วยังเป็นการกำจัดวัชพืชอีกด้วย โดยมากพวกแห้วหมูหรือกกสามารถงอกทะลุฟางข้าวคลุมดินได้บ้างซึ่งเราก็สามารถถอนออกได้ง่ายเพราะดินไม่แห้งแข็ง

 

 

การใช้แผ่นพลาสติกสีดำคลุมดินเพื่อรักษาความชื้นและป้องกันวัชพืช

piboonsinmarketing.wordpress.com

 

 

 

 


3.2  การกำจัดวัชพืชโดยสิ่งมีชีวิต

       วิธีการนี้ได้จากประสบการณ์จากธรรมชาติ กล่าวคือต้นไม้ถูกรบกวนทำลายโดยศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ พืช สัตว์ แมลง และเชื้อโรคแต่มิใช่เป็นวิธีการที่สามารถกำจัดวัชพืชให้หมดสิ้นไปเพียงลดปริมาณลงเท่านั้นการกำจัดวัชพืชโดยสิ่งมีชีวิตจะได้ผลดีสำหรับวัชพืชชนิดเดียวที่ขึ้นหนาแน่นในพื้นที่มากๆเช่นในออสเตรเลียใช้แมลงกำจัดกระบองเพชร แมลงที่ปล่อยให้กัดกินต้นกระบองเพชรนำมาจากประเทศอาร์เจนตินาโดยเลี้ยงขยายพันธุ์ให้ได้จำนวนมากแล้วจึงปล่อยในทุ่งกระบองเพชร แต่การจะนำแมลงหรือศัตรูชนิดใดเข้าประเทศเพื่อกำจัดวัชพืช ต้องคำนึงว่าศัตรูนั้นจะไม่ทำลายพืชเศรษฐกิจหรือพืชปลูกอเมริกาใช้สัตว์น้ำชนิดหนึ่ง เรียกว่า มานาทีกำจัดผักตบชวาและวัชพืชน้ำอื่นๆ สัตว์ชนิดนี้กินพืชเป็นอาหารและเลี้ยงปลาที่กินพืชเป็นอาหาร ในบ่อที่มีวัชพืชน้ำขึ้นหนาแน่น

     ประเทศญี่ปุ่นได้มีการศึกษาค้นคว้าใช้กั้งน้ำจืด (tadpole shrimps) กำจัดวัชพืชในนาข้าวกั้งน้ำจืดจะใช้เท้ากวาดให้เมล็ดวัชพืชที่กำลังงอกลอยน้ำรากไม่สามารถหยั่งดิน จึงไม่เจริญเติบโตปัจจุบันอเมริกาเลี้ยงเชื้อราชนิดหนึ่งเป็นการค้าราชนิดนี้สามารถกำจัดวัชพืชจำพวกโสนคางคกโดยรานี้ทำให้วัชพืชดังกล่าวเป็นโรคในฮาวายใช้ราที่ทำให้เกิดโรคใบเหี่ยวกำจัดวัชพืชจำพวกชุมเห็ดหรือขี้เหล็กการปล่อยวัวควายกินหญ้าในสวนมะพร้าวหรือสวนยางก็เป็นการกำจัดวัชพืชโดยสิ่งมีชีวิตวิธีหนึ่ง

      การกำจัดวัชพืชโดยสิ่งมีชีวิต มิได้หมายถึงการใช้สัตว์ แมลง หรือเชื้อโรคเท่านั้นยังรวมไปถึงพืชด้วย โดยเลือกปลูกพืชที่เติบโตเร็วกว่าวัชพืช หรือที่เรียกว่าพืชคลุมดิน นิยมใช้พืชตระกูลถั่ว ซึ่งมีใบใหญ่เจริญเติบโตเร็วและเป็นไม้เลื้อยเนื้ออ่อน เช่น เซนโทรซีมา (centrosemapubescens) หรือปลูกพืชเศรษฐกิจสลับชนิดกัน เช่น ปลูกข้าวสลับกับการปลูกถั่วการกระทำดังกล่าวจะช่วยลดปริมาณ และทำให้การกำจัดวัชพืชได้ผลดีขึ้น

 

การปลูกถั่วเซนโทรซีมาในสวนปาล์มน้ำมัน

rakbankerd.com

 

3.3  การกำจัดโดยใช้สารกำจัดวัชพืช

       เป็นวิธีการแพร่หลายมากในปัจจุบัน เพราะเป็นการกำจัดวัชพืชที่ได้ผลยิ่งที่ทำการเพาะปลูกมากๆ การใช้แรงงานคนนั้นช้าไม่ทันต่อเหตุการณ์สิ้นเปลืองมากกว่าใช้สารเคมีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่ค่าแรงแพงและหายากจะเป็นปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่าย ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงวิธีกำจัดวัชพืชโดยใช้สารเคมีเริ่มตั้งแต่ราวปีพ.ศ.  2440  และต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่  2  ได้มีการนำเอาสารเคมี 2,4-D (dicchlorophenoxy  acetic  acid) มาใช้ปรากฏว่าในอัตราส่วนต่างๆไม่ค่อยเป็นอันตรายต่อหญ้าแต่จะทำให้พืชใบกว้างไม่เจริญเติบโตหรือตายได้  ดังนั้นจึงนิยมใช้สารเคมีชนิดนี้กำจัดวัชพืชในแปลงปลูกข้าว ข้าวโพด และทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์การที่สารกำจัดวัชพืชสามารถทำลายวัชพืชและไม่ทำลายพืชปลูกเรียกว่าสารชนิดนั้นมีความสามารถในการเลือกทำลาย (selectivity  of  herbicides)ส่วนสารที่ทำลายทั้งวัชพืชและพืชปลูกเรียกว่าสารชนิดนั้นไม่เลือกทำลาย (non  selective herbicide)จากนั้นได้มีการคิดค้นหาสารเคมีอื่นๆ หรือใช้สารเคมีหลายๆชนิดผสมกัน เพื่อใช้กำจัดวัชพืชใบแคบหรือกำจัดพืชยืนต้นจนกระทั่งปัจจุบันการกำจัดวัชพืชมีหลายชนิดแต่ละชนิดเป็นอันตรายต่อพืชคนและสัตว์ซึ่งอันตรายที่ได้รับจะมากแค่ไหนย่อมขึ้นอยู่กับความมากน้อยหรือความเข้มข้นของสารเคมีนั้นๆ จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

 

การกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารเคมี

thaieditorial.com

 

            4.  การใส่ปุ๋ย

                 ปุ๋ย(Fertilizer)  ตามพระราชบัญญัติปุ๋ย  พ.ศ.  2518  ได้บัญญัติไว้ดังนี้

                    “ปุ๋ย  หมายถึง  สารอินทรีย์หรือสารอนินทรีย์  ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ   หรือทำขึ้นก็ตาม  ใช้เป็นธาตุอาหารพืชได้  ไม่ว่าโดยวิธีใดหรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดิน  เพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืช”

                    จากความหมายของปุ๋ยตามพระราชบัญญัติปุ๋ย  พ.ศ.  2518  ดังกล่าวจึงสรุปได้ว่า  ปุ๋ย  คือ  วัตถุใดก็ตามที่นำมาใช้ในการเพาะปลูกแล้วทำให้พืชเจริญเติบโต  เพิ่มผลผลิตไม่เป็นพิษต่อพืชและเกิดผลเสียต่อดิน  ซึ่งส่วนประกอบหลักที่สำคัญของปุ๋ยก็คือ  ธาตุอาหารพืช  ซึ่งหมายถึงธาตุอาหารหลัก  คือ  N  P  K

            ประเภทของปุ๋ย

1.  ปุ๋ยอินทรีย์ (Organic  fertilizers)  คือ  สารประกอบที่ได้จากสิ่งที่มีชีวิต  ได้แก่  พืช  สัตว์  และจุลินทรีย์  ผ่านกระบวนการผลิตทางธรรมชาติ  ปุ๋ยอินทรีย์ส่วนใหญ่ใช้ในการปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน   ทำให้ดินโปร่ง   ร่วนซุย  ระบายน้ำและอากาศได้ดี  รากพืชจึงชอนไชไปหาธาตุอาหารได้ง่ายขึ้น  ปุ๋ยอินทรีย์มีปริมาณธาตุอาหารอยู่น้อยเมื่อเทียบกับปุ๋ยเคมี  และธาตุอาหารพืชส่วนใหญ่อยู่ในรูปของสารประกอบอินทรีย์  เช่น  ไนโตรเจน  อยู่ในสารประกอบจำพวกโปรตีน  เมื่อใส่ลงไปในดินพืชจะไม่สามารถดูดไปใช้ประโยชน์ได้ทันที  แต่จะต้องผ่านกระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์ในดิน  แล้วปลดปล่อยธาตุอาหารเหล่านั้นออกมาในรูปสารประกอบอินทรีย์เช่นเดียวกับปุ๋ยเคมี  จากนั้นพืชจึงดูดไปใช้ประโยชน์ได้

 

ปุ๋ยอินทรีย์  มี  3  ชนิดคือ  ปุ๋ยคอก  ปุ๋ยหมัก  ปุ๋ยพืชสด  รายละเอียด  ดังนี้ 

            ปุ๋ยคอก(Animal  manual)  เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้มาจากสิ่งขับถ่ายของสัตว์เลี้ยง  เช่น  โค  กระบือ  สุกร  ไก่ เป็ด    และห่าน  ฯลฯ  โดยอาจจะใช้ในรูปปุ๋ยคอกแบบสด  แบบแห้ง  หรือนำไปหมักให้เกิดการย่อยสลายก่อนแล้วค่อยนำไปใช้ก็ได้  เป็นปุ๋ยคอกที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย  ในบรรดาสวนผักและสวนผลไม้  ปุ๋ยคอกโดยทั่วไปแล้วถ้าคิดราคาต่อหน่วยธาตุอาหารพืชจะมีราคาแพงกว่าปุ๋ยเคมี  แต่ปุ๋ยคอกช่วยปรับปรุงดินให้โปร่งและร่วนซุย   ทำให้การเตรียมดินง่าย  การตั้งตัวของต้นกล้าเร็วทำให้มีโอกาสรอดได้มาก  นาข้าวที่เป็นดินทราย  เช่น  ดินภาคอีสาน  การใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์อื่นๆเท่าที่จะหาได้ในบริเวณใกล้เคียง  จะช่วยให้การดำนาง่าย  ข้าวตั้งตัวได้ดี  และเจริญเติบโตงอกงามอย่างรวดเร็ว  ทั้งนี้เนื่องจากดินทรายมีอินทรีย์วัตถุต่ำมาก  การใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ลงไป  จะทำให้ดินอุ้มน้ำและปุ๋ยได้ดีขึ้น  การปักดำกล้าทำได้ง่ายขึ้น  เพราะหลังทำเทือกแล้ว  ดินจะไม่อัดกันแน่น

                 ปุ๋ยคอกมีปริมาณธาตุอาหารไนโตรเจน  ฟอสฟอรัส  และโพแทสเซียม  ค่อนข้างต่ำ  โดยหยาบๆแล้วจะมีไนโตรเจนประมาณ  0.5 %N  ฟอสฟอรัส  0.25 % P2O5  และโพแทสเซียม  0.5 % K2O

                 ปุ๋ยขี้ไก่และขี้เป็ด  จะมีปริมาณธาตุอาหารสูงกว่าขี้หมู  และขี้หมูจะมีปริมาณธาตุอาหารสูงกว่าขี้วัว และขี้ควาย  ปุ๋ยคอกใหม่ๆจะมีปริมาณธาตุอาหารสูงกว่าปุ๋ยคอกที่เก่าและเก็บไว้นาน  ทั้งนี้เนื่องจากส่วนของปุ๋ยที่ละลายได้ง่ายจะถูกชะล้างออกไปหมด    บางส่วนก็กลายเป็นก๊าซสูญหายไป  ดังนั้นการเก็บรักษาปุ๋ยคอกอย่างระมัดระวังก่อนนำไปใช้  จะช่วยรักษาคุณค่าของปุ๋ยคอกไม่ให้เสื่อมคุณค่าอย่างรวดเร็ว

                 การเก็บรักษาปุ๋ยคอกอาจทำได้  เช่น  นำมากองรวมกันเป็นรูปฝาชี  แล้วอัดให้แน่น  ถ้าอยู่ภายใต้หลังคายิ่งดี  ถ้าอยู่กลางแจ้งควรหาจากหรือทางมะพร้าวคลุมไว้  ปุ๋ยคอกที่ได้มาใหม่ๆและยังสดอยู่  ถ้าจะใส่ปุ๋ยซุปเปอร์ฟอสเฟตชนิดธรรมดา (20 % P2O5)  ลงไปเล็กน้อย  จะช่วยป้องกันไม่ให้มีการสูญเสียไนโตรเจนโดยการระเหิดกลายเป็นก๊าซได้เป็นอย่างดี   ถ้าเลี้ยงสัตว์ในคอก  ควรใช้แกลบ  ขี้เลื่อย  ฟางข้าว   รองพื้นคอกให้ดูดซับปุ๋ยไว้   อัตราปุ๋ยคอกที่ใช้ให้ใส่  1-4  ตัน/ไร่  โดยใส่ค่อนข้างมากในดินเหนียวจัดหรือดินทรายจัด  หลังจากใส่ปุ๋ยคอกแล้ว  ถ้ามีการไถหรือพรวนกลบลงไปในดิน  จะช่วยให้ปุ๋ยเป็นประโยชน์แก่พืชได้เร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

ปุ๋ยคอก

rakbankerd.com

 

ปุ๋ยหมัก (Compost)  คือ  ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการนำเศษซากพืชและซากสัตว์ตามธรรมชาติ  โดยเฉพาะเศษพืชที่เหลือจากการเกษตรมากองหมักให้เน่าเปื่อยย่อยสลายจนกลายเป็นปุ๋ย  จะเห็นได้จากเมื่อก่อนเกษตรกรมักนำเศษพืชจากการดายหญ้าหรือการกำจัดวัชพืช  มาสุมกองที่โคนต้นไม้  นานๆเข้า  เศษพืชเน่าเปื่อยกลายเป็นปุ๋ย  ทำให้ต้นพืชนั้นเจริญงอกงามดี  นับว่าเป็นภูมิปัญญาของเกษตรกรไทยมานานแล้ว  ในปัจจุบันมีการพัฒนากรรมวิธีการทำปุ๋ยหมักให้ได้ผลเร็วและมีคุณค่ามากขึ้น  ดังนั้น  เกษตรกรควรที่จะทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง  เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยเคมี   และยังเป็นการนำเศษซากพืชที่เหลือจากไร่นามาใช้ประโยชน์ได้ด้วย

 

ปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายดีแล้วจะมีสภาพคล้ายดิน

thaipr.net

 

 

 

            ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก

            1.  ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุและธาตุอาหารให้กับดิน  ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น

            2.  ช่วยปรับโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น  เช่น  ทำให้ดินเหนียวลักษณะแน่นกลายเป็นดินร่วนซุย

            3.  ช่วยทำให้ดินสามารถถ่ายเทอากาศและระบายน้ำได้ดีขึ้น

            4.  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปุ๋ยเคมีให้กับพืชและลดอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีลง

            5.  เป็นปุ๋ยที่ไม่เป็นอันตรายต่อดินและพืช  ถึงแม้ว่าจะใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

            6.  ทำให้ธาตุอาหารบางอย่างในดินที่ละลายได้ยาก  สามารถละลายได้ดีขึ้น  จึงทำให้พืชใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น

            7.  เป็นการปรับสภาพแวดล้อม  ช่วยกำจัดขยะมูลฝอย  และวัชพืชในไร่นาให้หมดไป

            วัสดุที่ใช้ในการทำปุ๋ยหมัก

                 1.  วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร  จำพวกเศษพืชต่างๆที่เหลือทิ้งไว้ในไร่นา  เช่น  ฟางข้าว  เปลือกถั่ว  ต้นข้าวโพด  ซังข้าวโพด  ใบอ้อย  ไส้ปอ  ใบไม้ใบหญ้าทุกชนิด

                 2.  วัสดุทางการเกษตรที่เหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรม  เช่น  กากอ้อย  กากสับปะรด  แกลบ  ขี้เลื่อย  ขุยมะพร้าว  กากเส้นใยปอ  กากมันสำปะหลัง  เปลือกผลไม้  กากปลาจากโรงงานทำน้ำปลา

                 3.  เศษขยะมูลฝอยที่มีอยู่ทุกครัวเรือน

                 4.  วัชพืชน้ำที่มีอยู่ในแม่น้ำลำคลอง  หนองบึง  เช่น  ผักตบชวา  จอก  แหน  และวัชพืชบกทุกชนิดที่มีอยู่ตามไร่นาและสวน   วัชพืชเหล่านี้ถ้าชิ้นใหญ่หรือยาวเกินไป   ก่อนนำไปใช้ควรสับให้ชิ้นเล็กลง  และตากให้แห้ง

                 5.  มูลสัตว์ชนิดต่างๆ  เช่น  อุจจาระ  ปัสสาวะ  รวมทั้งหน้าดิน  สิ่งเหล่านี้นำมาใช้ผสมกับเศษพืชทำเป็นปุ๋ยหมักได้

                 6.  ปุ๋ยเคมีที่มีธาตุไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ    สามารถนำมาผสมกับเศษพืช      เป็นตัวเร่งทำให้เศษพืชสลายตัวเป็นปุ๋ยหมักได้เร็วขึ้น

                 7.  เชื้อจุลินทรีย์สำหรับเร่งให้เศษซากพืชย่อยสลายเน่าเปื่อยเร็วขึ้น  เช่น   เชื้อ  พด. 1  ของกรมพัฒนาที่ดิน  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

 

 

ฟางข้าวเป็นผลผลิตที่ได้จากการปลูกข้าวนำมาใช้ทำปุ๋ยหมัก

dld.go.th

 

 

 

 

 

 


ปุ๋ยพืชสด (Green  manual)  คือ  ปุ๋ยที่ได้จากการไถกลบพืชตระกูลถั่วในขณะออกดอก  เพื่อให้ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยแก่พืช  เหตุผลที่นิยมใช้พืชตระกูลถั่วเนื่องจากเป็นพืชที่มีธาตุไนโตรเจนสูง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะเวลาที่กำลังออกดอกและเกิดฝัก  นอกจากนั้นที่ปมของรากถั่วยังมีแบคทีเรียจำพวกไรโซเบียม(Rhizobium)และอื่นๆจำนวนมากที่ช่วยในการตรึงธาตุไนโตรเจนมาใช้ประโยชน์  และปลดปล่อยออกมาในรูปของสารประกอบไนเตรทซึ่งเป็นประโยชน์ต่อพืชอย่างมาก  พืชตระกูลถั่วที่ควรใช้เป็นปุ๋ยพืชสดควรมีอายุสั้น  มีระบบรากลึก  ทนแล้ง  ทนโรคและแมลงได้ดี  เป็นพืชที่ปลูกง่ายและมีเมล็ดมาก  พืชเหล่านี้ได้แก่  ถั่วพุ่ม  ถั่วเขียว  ถั่วลาย  ปอเทือง  ถั่วขอ  ถั่วแปบ  และโสน  เป็นต้น

 

 

ไรโซเบียมเป็นแบคทีเรียที่อยู่ในปมของรากพืชตระกูลถั่ว

r01.ldd.go.th

 

 

 

 


คุณสมบัติที่ดีของพืชปุ๋ยสด

                        1.  ปลูกง่าย  เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ  ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศแห้งแล้งได้ดี  และปลูกได้ทุกฤดูกาล

                        2.  เป็นพืชที่สามารถขยายพันธุ์ได้ง่าย

                        3.  สามารถเจริญเติบโตแตกกิ่งก้านสาขามาก

                        4.  มีความแข็งแรง  เจริญเติบโตได้เร็ว  แข่งขันกับวัชพืชได้

                        5.  มีระบบรากลึกและแข็งแรง

                        6.  ต้านทานต่อโรคแมลงได้ดี  ไม่เป็นแหล่งที่พักอาศัยของศัตรูพืช  อันจะมีผลต่อการทำลายพืชเศรษฐกิจที่ปลูกตามมา

                        7.  เป็นพืชที่มีลำต้นอ่อน  กิ่งเปราะง่าย  เมื่อไถกลบแล้วเน่าเปื่อยผุพังได้เร็ว  และมีธาตุอาหารสูง

                        8.  ไม่เป็นวัชพืชในเวลาเดียวกัน

ชนิดของปุ๋ยพืชสด

            พืชตระกูลถั่วที่ใช้ปลูกบำรุงดินมีหลายชนิด  แบ่งเป็นกลุ่มๆได้ดังนี้

1.  พืชตระกูลถั่วอายุสั้นล้มลุก  นิยมปลูกเพื่อบำรุงดิน  โดยหว่านเมล็ดลงในแปลงหลังฤดูกาลปลูกพืชหรือในขณะที่พื้นที่ว่างเว้นจากการเพาะปลูก  เมื่อถั่วเจริญเติบโตก็จะสับหรือไถกลบในขณะออกดอกให้เน่าเปื่อยกลายเป็นปุ๋ยพืชสด  เช่น  ปอเทือง  โสน  ถั่วพร้า  ถั่วแปบ  เป็นต้น

2.  พืชตระกูลถั่วที่ใช้เป็นอาหาร  เช่น  ถั่วเขียว  ถั่วเหลือง  ถั่วดำ  ถั่วลิสง  ถั่วพุ่ม  ถั่วฝักยาว  เป็นต้น  เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว  จะทำการไถกลบลำต้นฝังลงไปในดิน  กลายเป็นปุ๋ยพืชสด

3.  พืชตระกูลถั่วข้ามปี  มักปลูกเป็นพืชคลุมดินในสวนยางพารา  สวนผลไม้  หรือสวนป่า  แต่การไถกลบพืชพวกนี้ค่อนข้างทำได้ยาก  เพราะลำต้นมักคลุมหนาทึบ  การปลูกทิ้งไว้จะช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น  โดยใบของถั่วจะร่วงสะสมลงบนดินและช่วยปกป้องดินไม่ให้ถูกชะล้าง  เป็นการอนุรักษ์หน้าดิน  เช่น  ไมยราบไร้หนาม

4.  พืชตระกูลถั่วที่เป็นไม้ยืนต้น  มีอายุหลายปี  เช่น  ทองหลาง  จามจุรี  แค  กระถิน  นนทรี  หางนกยูงฝรั่ง  ราชพฤกษ์  กัลปพฤกษ์  ประดู่  พืชตระกูลถั่วประเภทนี้มักจะปลูกเพื่อบังลม  และป้องกันดินถูกชะล้างได้ดี  เพราะโตเร็ว  ต้นให้ร่มเงาและรากจะมีบทบาทในการปรับสภาพดินให้มีธาตุอาหารได้อุดมสมบูรณ์    เพราะจะเป็นแหล่งผลิตธาตุไนโตรเจนที่ค่อนข้างถาวร

 

 

โสนอัฟริกัน

r07.ldd.go.th

ปอเทือง

gotoknow.org

 

 

 

 


 

ถั่วพุ่ม

bloggang.com

ถั่วพร้า

biogang.net

 

 

 

 


ถั่วมะแฮะ

aodaudy.wordpress.com

 

 

ประโยชน์ของการใช้ปุ๋ยพืชสดปรับปรุงบำรุงดิน  มีดังนี้

            1.  เพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุในดินและเป็นการชดเชยอินทรีย์วัตถุในดินที่สูญเสียไปเนื่องจากการเพาะปลูกและเป็นการรักษาโครงสร้างทางกายภาพของดินให้ดี  เหมาะสมแก่การปลูกพืชต่อไป

2.  เพิ่มธาตุไนโตรเจนซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักให้แก่พืช  เนื่องจากมีจุลินทรีย์           ไรโซเบียมอาศัยอยู่ในปมรากพืชซึ่งสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้

3.  บำรุงและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน

4.  รักษาความชุ่มชื้นในดินและให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น

5.  ทำให้ดินร่วนซุย  สะดวกในการเตรียมดินและไถพรวน

6.  ช่วยในการป้องกันกำจัดวัชพืชบางชนิดได้เป็นอย่างดี

7.  ช่วยในการควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืช  และสามารถใช้ปลูกเพื่อตัดวงจรการระบาดของโรคได้

8.  ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้บางส่วน

9.  ลดอัตราการสูญเสียดินอันเกิดจากการชะล้าง    การไหลบ่าของหน้าดิน            อันเนื่องมาจากน้ำและลม

10.  เพิ่มผลผลิตของพืชให้สูงขึ้น

 

ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดที่มีจำหน่ายในท้องตลาด

smce.doae.go.th

 

ข้อดีของปุ๋ยอินทรีย์

            1)  ช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้น  โดยเฉพาะคุณสมบัติทางฟิสิกส์ของดิน  เช่น  ความโปร่ง  ความร่วนซุย  ความสามารถในการอุ้มน้ำ  และธาตุอาหารพืชของดินดีขึ้น

            2)  อยู่ในดินได้นาน  และค่อยๆปลดปล่อยธาตุอาหารพืชอย่างช้าๆ

            3)  เมื่อใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี  จะส่งเสริมปุ๋ยเคมีให้เป็นประโยชน์แก่พืชอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

            4)  ส่งเสริมให้จุลินทรีย์ในดินโดยเฉพาะพวกที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงดินให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ข้อเสียของปุ๋ยอินทรีย์

            1)  มีปริมาณธาตุอาหารพืชต่ำ

            2)  ใช้เวลานานกว่าปุ๋ยเคมีในการปลดปล่อยธาตุอาหารที่จะเป็นประโยชน์ให้แก่พืช

            3)  ราคาแพงกว่าปุ๋ยเคมีเมื่อคิดเทียบในแง่ราคาต่อหน่วยน้ำหนักของธาตุอาหารพืช

            4)  หายาก  พิจารณาในแง่เมื่อต้องการเป็นปริมาณมาก

2.  ปุ๋ยเคมี (Inorganic  fertilizers)  เป็นปุ๋ยที่ได้จากการผลิตหรือสังเคราะห์ทางอุตสาหกรรมจากแร่ธาตุต่างๆที่ได้ตามธรรมชาติ  หรือเป็นผลพลอยได้จากโรงงานอุตสาหกรรมบางชนิด  ปุ๋ยเคมีแบ่งออกได้เป็น  2  ชนิด  คือ

            ปุ๋ยเดี่ยว/แม่ปุ๋ย(Single  fertilizers)  ได้แก่  ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต  โพแทสเซียมคลอไรด์  ฯลฯ  ซึ่งเป็นสารประกอบทางเคมี  มีธาตุอาหารปุ๋ย  คือ  N P K  เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย  1  หรือ  2  ธาตุ   แล้วแต่ชนิดของสารประกอบที่เป็นแม่ปุ๋ยนั้นๆ         มีปริมาณของธาตุอาหารปุ๋ยที่คงที่  เช่น

     -ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต  มีไนโตรเจน  20 %N

     -ปุ๋ยโพแทสเซียมไนเทรต  มีไนโตรเจน  13 % N  และโพแทสเซียม  46 % K2O  อยู่รวมกัน  2  ธาตุ

ปุ๋ยผสม(Mixed  fertilizers)  ได้แก่  ปุ๋ยที่มีการนำเอาแม่ปุ๋ยหลายๆชนิดมาผสมรวมกัน  เพื่อให้ปุ๋ยที่ผสมได้  มีปริมาณและสัดส่วนของธาตุอาหาร  N  P  และ  K  ตามที่ต้องการ  ทั้งนี้เพื่อให้ได้ปุ๋ยที่มีสูตรหรือเกรดปุ๋ยเหมาะที่จะใช้กับชนิดพืชและดินที่แตกต่างกัน  ปุ๋ยผสมนี้จะมีขายอยู่ในท้องตลาดทั่วไป  เพราะนิยมใช้กันมาก  ปัจจุบันเทคโนโลยีในการทำปุ๋ยผสมได้พัฒนาไปไกลมาก  สามารถผลิตปุ๋ยผสมให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ  มีการปั้นเป็นเม็ดขนาดสม่ำเสมอ  สะดวกในการใส่ลงไปในไร่นา  ปุ๋ยพวกนี้เก็บไว้นานๆจะไม่จับกันเป็นก้อนแข็ง  สะดวกแก่การใช้เป็นอย่างยิ่ง

 

 

ปุ๋ยเดี่ยว

bsnnews.com

ปุ๋ยผสม

coop-mcr.com

 

 


วิธีการใส่ปุ๋ย  มีวิธีการปฏิบัติดังนี้

            1)  การใส่แบบโรยเป็นแถว  เป็นวิธีโรยปุ๋ยให้ขนานไปกับแถวพืชที่ปลูก  หรืออาจขุดเป็นร่องตื้นและโรยไปตามร่องให้ห่างจากแถวประมาณ  2-3  นิ้ว  แล้วกลบดิน  นิยมใช้กับพืชพวกแตงโม  แตงไทย

            2)  การใส่แบบหว่าน  โดยวิธีหว่านไปตามแปลงพืชที่ปลูกหรือนาข้าว

            3)  การใส่รอบโคนต้น  เป็นวิธีใส่ปุ๋ยให้กับพืชจำพวกไม้ผลยืนต้น  โดยขุดเป็นร่องลึกประมาณ  20  เซนติเมตร  รอบโคนต้นตามแนวรัศมีทรงพุ่ม  ใส่ปุ๋ยไปตามร่องที่ขุด  แล้วกลบดิน

            4)  การละลายน้ำรดโคนต้น  ใช้ได้กับปุ๋ยเคมีบางชนิดที่ละลายน้ำได้ดี  และไม่ควรใช้วิธีนี้ในช่วงฤดูฝน

            5)  การฉีดพ่นทางใบ  จะใช้กับปุ๋ยน้ำ  ปุ๋ยเกล็ด  และปุ๋ยอื่นที่ละลายน้ำได้ดี  แต่ต้องระวังเรื่องความเข้มข้นของปุ๋ยที่อาจเป็นอันตรายต่อพืชได้  นิยมใช้กับไม้ผลและไม้ดอกพวกกล้วยไม้

ข้อดีของปุ๋ยเคมี

            1)  มีปริมาณธาตุอาหารต่อหน่วยน้ำหนักของปุ๋ยสูง  ใช้ปริมาณเพียงเล็กน้อยก็พอ

            2)  ราคาถูก  เมื่อคิดเป็นราคาต่อหน่วยน้ำหนักของธาตุอาหาร  ประกอบกับการขนส่งและเก็บรักษาสะดวกมาก

            3)  หาได้ง่าย  ถ้าต้องการปริมาณมากก็สามารถหามาได้  เพราะเป็นผลิตผลที่ผลิตได้จากกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม

            4)  ให้ผลทางด้านธาตุอาหารเร็วกว่าปุ๋ยอินทรีย์

ข้อเสียของปุ๋ยเคมี

            1)  ปุ๋ยเคมีไม่มีคุณสมบัติปรับปรุงสภาพทางฟิสิกส์ของดิน  กล่าวคือ  ไม่ทำให้ดินโปร่งร่วนซุย

            2)  ปุ๋ยไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียม  ถ้าใช้เป็นปริมาณมากและติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ  จะทำให้ดินเป็นกรดเพิ่มขึ้น  จำเป็นต้องใช้ปูนช่วยแก้ความเป็นกรดของดิน

            3)  ปุ๋ยเคมีทุกชนิดมีความเค็ม  ถ้าใช้ในอัตราสูง  หรือใส่ที่โคนต้นพืชจะเกิดอันตรายแก่พืชและการงอกของเมล็ด  การใช้จึงต้องระมัดระวัง

            4)  ผู้ใช้ต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องปุ๋ยเคมีพอสมควร  มิฉะนั้นอาจมีผลเสียหายต่อพืชและต่อภาวะเศรษฐกิจของผู้ใช้ (ทำให้ขาดทุนได้)

            ดังนั้น  จะเห็นว่าตามที่ได้กล่าวมานี้  ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ควรจะมีบทบาทร่วมกันและสนับสนุนส่งเสริมกันที่จะสร้างผลประโยชน์ที่ดีที่สุดในแง่ความอุดมสมบูรณ์ของดิน  มากกว่าที่จะเป็นคู่แข่งขันกันที่เกษตรกรจะต้องตัดสินใจเลือกเอาการใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง  การใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ดีที่สุด  และควรเป็นนโยบายที่สำคัญในการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ

 

การใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์

gotoknow.org

 

5.  การป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช

โรคพืช  หมายถึง  การที่พืชมีความผิดปกติทางด้านสรีระ  จนทำให้พืชนั้นมีโครงสร้างทางสัณฐานเปลี่ยนแปลงไป  โดยพืชจะแสดงอาการให้เห็นความผิดปกตินั้น     ทำให้เกิดความเสียหายแก่พืชทางด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจ  โดยที่สาเหตุอาจจะเกิดจากสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ได้

โรคพืชที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต  ได้แก่  โรคที่เกิดจากเชื้อรา  เชื้อไวรัส  เชื้อโปรโตซัว  ไส้เดือนฝอย  กาฝาก  เช่น  โรคราน้ำค้างของยาสูบ  โรคแคงเกอร์ของมะนาว  โรคใบด่างของมันสำปะหลัง  โรครากปมจากไส้เดือนฝอย

โรคพืชที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต  ได้แก่  การขาดธาตุอาหาร  ธาตุอาหารเป็นพิษ    พิษจากสารกำจัดศัตรูพืช  ดินเป็นกรดเป็นด่างมากเกินไป  ความชื้นในดินมากหรือน้อยเกินไป  แสงน้อยหรือมากเกินไป  มลพิษในอากาศ  ออกซิเจนไม่เพียงพอ

 

 

ความสำคัญของโรคพืช

     1)  ราคาของผลผลิตแพงขึ้น

     2)  ค่าใช้จ่ายในการผลิตเพิ่มขึ้น

     3)  มลภาวะจากการใช้  pesticides

     4)  ความบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจากการบริโภคพืชที่เป็นโรค

     5)  ผลกระทบทางจิตใจ

 

โรคแคงเกอร์ของมะนาวเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

rakbankerd.com

 

ผลซีดขาวของพริกเกิดจากขาดธาตุโพแทสเซียม

rakbankerd.com

 

            แมลงศัตรูพืชที่พบมากมีอยู่2  ประเภทใหญ่ๆคือ

     1.  ประเภทปากกัด ได้แก่ ตั๊กแตนหนอนผีเสื้อ ด้วง ฯลฯ ทำลายโดยกัดกินใบ ทำให้ต้นไม้ไม่สามารถปรุงอาหารได้และชะงักการเจริญเติบโต แมลงปากกัดบางชนิดกัดแทะเข้าไปถึงกิ่งก้านหรือลำต้นทำให้ท่อน้ำท่ออาหารของต้นไม้เสียหาย ถ้าถูกทำลายมากต้นไม้จะเหี่ยวและตายในที่สุดวิธีกำจัดโดยการใช้ยาประเภทถูกตัวตายหรือกินตายฉีดพ่นหากพบจำนวนไม่มากให้จับทำลาย

     2. ประเภทดูดน้ำเลี้ยง ได้แก่ เพลี้ยแป้งเพลี้ยจั๊กจั่นเพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยหอย  แมงมุมแดง  ฯลฯทำลายโดยการดูดน้ำเลี้ยงจากใบแมลงปากดูดบางชนิดยังปล่อยสารพิษให้ต้นไม้ใบสีซีดเหี่ยวแห้ง ใบร่วงก่อนกำหนดชะงักการเจริญเติบโต และแห้งตายในที่สุด วิธีกำจัดโดยการฉีดยาประเภทถูกตัวตาย

 

 

ตั๊กแตน

navithaiinsects.blogspot.com

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

yodthongthai.com

 

 

 

 


 

หนอนกระทู้ควายพระอินทร์

malaeng.com

เพลี้ยอ่อน

rakbankerd.com

 

 

 

 

 

 

 


การกำจัดแมลงศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน (Integrated  Pest  Management)

            ในการทำเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมี  การกำจัดศัตรูพืช  เราจำเป็นต้องเรียนรู้ถึงมาตรการต่างๆทั้งทางตรงและทางอ้อม   เพื่อป้องกันพืชผลถูกทำลายจากแมลงศัตรูพืช  ซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า  การบริหารศัตรูพืชด้วยวิธีผสมผสาน (Integrated  Pest  Management)  เป็นวิธีการที่สำคัญในการทำเกษตรปลอดสารเคมี  ปัจจัยสำคัญในการควบคุมศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสานนั้นอยู่ที่การสร้างกลไกต่างๆในแปลงเกษตรให้มีความใกล้เคียงหรือสอดคล้องกับกลไกทางธรรมชาติให้มากที่สุด

            การบริหารศัตรูพืชด้วยวิธีผสมผสานเป็นกระบวนการที่เลียนแบบธรรมชาติ  ต้องอาศัยความสัมพันธ์ต่างๆในสภาพแวดล้อม  ไม่ได้มีหลักอยู่ที่การกำจัดแมลงเท่านั้น   หากยังหมายถึงการนำเทคนิควิธีหลายๆอย่างใช้ผสมผสานร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจนกลายเป็นการป้องกันไปด้วยในตัว  เช่น  เกษตรกรต้องเรียนรู้ศัตรูพืชที่เป็นต้นเหตุของความเสียหาย  อะไรเป็นศัตรูธรรมชาติที่จะช่วยควบคุมศัตรูพืชเหล่านั้นได้  รวมทั้งเรียนรู้การสร้างระบบนิเวศที่ดีขึ้นมารองรับ

            การปลูกพืชโดยไม่ใช้สารเคมี  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้วิธีการกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน  เป็นหลักสัมพันธภาพที่ดีระหว่างมนุษย์  สิ่งมีชีวิตอื่นๆ  และระบบนิเวศ  เทคนิคการบริหารศัตรูพืชจึงประกอบด้วยวิธีการต่างๆดังนี้

            1.  การควบคุมโดยวิธีกล (Mechanical  control)

                 หมายถึง  การลดปริมาณของแมลง  โดยการใช้แรงงานหรือเครื่องมือกลต่างๆซึ่งมีผลต่อแมลงโดยตรง  หรือเป็นการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้มีความเหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของแมลง  วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่าย  แต่เปลืองแรงงาน  และบางครั้งอาจมีค่าใช้จ่ายสูง  แต่ข้อดีของวิธีนี้คือ  จะไม่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย  การควบคุมโดยวิธีกลทำได้หลายวิธี  เช่น  การเก็บและทำลายแมลงศัตรูพืชด้วยมือโดยการบี้หรือตีแมลง  การใช้เครื่องทุ่นแรง  เช่น  สวิงตักแมลง  เครื่องดูดแมลง  การห่อผลไม้เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงเข้าทำลาย  การปลูกพืชในมุ้งตาข่ายหรือไนล่อนเพื่อเป็นตัวกีดขวางแมลง  รวมทั้งการใช้กับดักแมลง  เช่น  กับดักแสงไฟ  กับดักกาวเหนียว  เป็นต้น

 

 

            2.  การควบคุมโดยวิธีเขตกรรม (Cultural  control)

                 เป็นวิธีที่ให้ผลดีที่สุดวิธีหนึ่งในการป้องกันการแพร่ระบาดของแมลงศัตรูพืชและสัตว์อื่นๆ  ประกอบด้วยวิธีต่างๆ  เช่น

                 การปลูกพืชหมุนเวียน  การปลูกพืชล้มลุกหมุนเวียนกันไป  เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้แมลงมีอาหารกินและขาดที่อยู่อาศัย  ซึ่งการปลูกพืชหมุนเวียนที่ดีนั้น  ต้องเลือกชนิดของพืชที่ปลูกให้มีศัตรูร่วมกันน้อยที่สุด  และควรจะเป็นพืชต่างวงศ์กัน  จะช่วยควบคุมศัตรูพืชที่อยู่อาศัยในดินได้เป็นอย่างดี

                การปลูกพืชสลับ  เป็นการปลุกพืชต่างชนิดสลับกันไปเพื่อลดประชากรของแมลงศัตรูพืช   เพราะการปลูกพืชหลายๆชนิดในพื้นที่เดียวกัน   จะทำให้เกิดอาหารหลากหลาย  ทำให้เป็นที่ชุมนุมของแมลงหลายชนิด  รวมทั้งแมลงศัตรูธรรมชาติที่ช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย  นอกจากนี้สีและกลิ่นของพืชที่หลากหลาย  จะทำให้แมลงเกิดการสับสนในการหาอาหาร  และพืชบางชนิดก็ยังมีคุณสมบัติในการไล่แมลงได้อีกด้วย

                การกำจัดวัชพืช  วัชพืชเป็นที่อาศัยของโรคและแมลง   แมลงศัตรูพืชบางชนิดชอบวางไข่ในวัชพืช  ดังนั้นการกำจัดวัชพืชในจังหวะที่เหมาะสม  จะช่วยลดการระบาดของแมลงศัตรูพืชได้

                การทำความสะอาดแปลงปลูกพืช  เช่น  การเก็บผลไม้ที่ตกหล่นไปทำลายเพื่อป้องกันแมลงวันผลไม้  การกำจัดเศษซากพืชในแปลง  กิ่งที่แห้งหรือก้านที่ร่วงหล่นจากต้น  หากหมั่นไปทำลาย  จะช่วยลดการระบาดของแมลงได้  นอกจากนี้การกำจัดเศษซากพืชที่เก็บเกี่ยวไปแล้ว  เช่น  ตอหรือซัง  จะช่วยทำลายแมลงในระยะดักแด้ได้  กิ่งใดที่เป็นโรคหรือแมลงรบกวนให้ตัดไปเผาไฟทิ้งเสีย  จะช่วยลดการระบาดของแมลงไม่ให้แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นต่อไป

                การเลือกฤดูปลูกพืชที่เหมาะสม  เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยลดปริมาณศัตรูพืชในแปลงปลูกพืช  เพราะการระบาดของศัตรูพืชมักจะเกิดขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่งของการเจริญเติบโตของพืช  ดังนั้นจึงควรจะหลีกเลี่ยงที่จะปลูกพืชในช่วงที่แมลงศัตรูพืชกำลังเจริญเติบโตหรือระบาด  การทำความเข้าใจถึงวงจรชีวิตศัตรูพืชและฤดูกาลในการปลูกพืช  จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก  เพื่อจะได้เลือกใช้มาตรการป้องกันได้ถูกต้อง

            การปลูกพืชกับดักแมลง  เป็นการปลูกพืชเพื่อล่อแมลงออกจากแปลงปลูกพืชลงไปอยู่ในแปลงกับดัก  โดยใช้พืชในแปลงกับดักเป็นอาหาร  เมื่อมีแมลงมาอยู่ที่แปลงกับดักเป็นจำนวนมากพอแล้ว  จึงทำลายแมลงได้ง่าย

            การให้ปุ๋ยอินทรีย์และความอุดมสมบูรณ์  ความอุดมสมบูรณ์และคุณค่าทางอาหารของดิน  จะช่วยให้พืชมีความแข็งแรงและมีภูมิคุ้มกันที่จะต่อต้านการเข้าทำลายของโรคและแมลงได้  แต่หากพืชขาดธาตุอาหารหรือได้รับในปริมาณที่ไม่เพียงพอ  ก็จะเกิดความอ่อนแอและถูกศัตรูพืชทำลายได้ง่าย  จึงควรปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยหมัก  ปุ๋ยคอก  ปุ๋ยชีวภาพ  รวมทั้งการใช้น้ำหมักชีวภาพฉีดพ่นผิวดินที่มีเศษซากอินทรียวัตถุ  เพื่อส่งเสริมกิจกรรมของจุลินทรีย์ในการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุให้เป็นธาตุอาหารแก่พืช

            การเลือกหรือสร้างสภาพแวดล้อมที่อนุรักษ์สัตว์ที่มีประโยชน์  ในสภาพพื้นที่บางแห่ง  เช่น  ในที่ลาดชันหรือสภาพที่มีน้ำขังตลอดทั้งปี  ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยอยู่ของนก  สัตว์เลื้อยคลาน  และแมลงที่มีประโยชน์  ซึ่งจะคอยช่วยจับแมลงศัตรูพืชกินเป็นอาหาร     ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องแมลงศัตรูพืชรบกวน

            การไถพรวน  การไถพรวนดินเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะป้องกันศัตรูพืชในระยะตัวอ่อนที่อยู่ในดิน    และเศษวัสดุของพืชที่เหลืออยู่ในแปลงหลังเก็บเกี่ยว   ซึ่งการไถพรวนจะช่วยให้ไข่ของตัวอ่อนถูกไถกลบลงไปในดินจนไม่สามารถกลับขึ้นมาทำลายพืชได้อีก  หรืออาจถูกพลิกขึ้นมาบนหน้าดินจนถูกแดดเผา  หรือสัตว์ชนิดอื่นกินเป็นอาหาร

            3.  การควบคุมทางนิเวศวิทยา (Ecological  control)

                 หมายถึง  การศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมเพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืช  โดยทำการศึกษาประวัติของแมลงศัตรูพืชชนิดต่างๆ  แล้วจัดสภาพแวดล้อมเสียใหม่ให้เหมาะสมในการเจริญเติบโตของแมลง  เพราะระบบนิเวศที่ดีจะช่วยให้เชื้อโรคถูกทำลาย  และทำให้แมลงมีประโยชน์เพิ่มจำนวนขึ้น  ซึ่งข้อมูลที่เราควรให้ความสำคัญในการสร้างระบบนิเวศที่ดี  เช่น  ความรู้เรื่องชนิดของศัตรูพืชและชนิดของแมลงที่มีประโยชน์  สภาพทางชีววิทยาของศัตรูพืชและแมลงที่เป็นประโยชน์  เช่น  สัณฐานวิทยา  วงจรชีวิต  พฤติกรรมการสืบพันธุ์  พฤติกรรมการกินอาหาร  ลักษณะการเจริญและการแพร่พันธุ์ของแมลงในฤดูกาลต่างๆ  และปัจจัยทางธรรมชาติที่มีผลต่อแมลงนั้นๆ  ช่วงวงจรชีวิตที่ศัตรูพืชอ่อนแอมากที่สุด  เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการควบคุมศัตรูพืชชนิดนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ช่วงเวลาที่พืชมีความอ่อนแอมากที่สุด  พืชรองที่สามารถดึงดูดหรือเบี่ยงเบนความสนใจของศัตรูพืชไม่ให้เข้าทำลายพืช  หลักการเพิ่มปริมาณตัวห้ำตัวเบียนในแปลง  เป็นต้น

                 การเฝ้าสังเกตปัจจัยต่างๆเหล่านี้จะช่วยให้เราทราบความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกัน  และเลือกมาตรการการกำจัดได้อย่างเหมาะสมกับสภาพในท้องถิ่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

            4.  การควบคุมทางชีววิธี (Biological  control)

                 หมายถึง  การป้องกันกำจัดแมลง  โดยนำสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช  โดยสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นสามารถกำจัดประชากรของแมลงศัตรูพืชที่กำลังระบาดอยู่ให้หมดไปจากบริเวณนั้น  หรือควบคุมประชากรแมลงศัตรูพืชให้มีจำนวนลดลงจนอยู่ในระดับต่ำ  ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พืชผลมากเกินไป

                 สิ่งมีชีวิตที่ใช้นั้น  อาจเป็นแมลงด้วยกันเอง  ซึ่งเรียกว่าแมลงห้ำและแมลงเบียน  หรือเป็นเชื้อจุลินทรีย์  เช่น  ไวรัส  แบคทีเรีย  เชื้อรา  ไส้เดือนฝอย

            5.  การใช้สารสมุนไพรและสารสกัดจากธรรมชาติ

                 เป็นการนำเอาสาระสำคัญในพืชสมุนไพร  สัตว์  หรือแร่ธาตุชนิดต่างๆมาใช้ควบคุมประชากรของแมลง  โดยอาจออกฤทธิ์เป็นสารฆ่าแมลง  สารควบคุมการเจริญเติบโตของแมลงก็ได้  เช่น  การใช้สารสกัดจากยาสูบ  สะเดา  รวมไปถึงใช้สารสกัดจากธรรมชาติอื่นๆ  เช่น  สารละลายจากขี้เถ้าหรือปัสสาวะวัว  เป็นต้น

 

การปฏิบัติดูแลรักษาพืชในท้องถิ่นนวมินท์สงขลา

 

            เป็นที่ทราบกันแล้วว่าในท้องถิ่นรอบโรงเรียนนวมิทราชูทิศ ทักษิณ   มีสภาพเป็นกรดสูง  ดังนั้นเมื่อจะปลูกพืชแต่ละชนิด  นอกจากการเตรียมดินปลูกที่ลดความเป็นกรดให้เหมาะสมกับพืชที่ปลูกแล้ว    ต้องมีการปฏิบัติดูแลรักษาที่เหมาะสมด้วย  เช่น  การให้น้ำที่ถูกต้องปริมาณมากน้อยตามความต้องการของพืช   การพรวนดินเพื่อให้ดินร่วนซุย   อากาศถ่ายเทและระบายน้ำได้ดี  การกำจัดวัชพืชเพื่อไม่ให้แย่งอาหารจากพืชที่ปลูก  และการให้ปุ๋ยทั้งประเภทอินทรีย์สารหรืออนินทรีย์สาร  ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการปฏิบัติดูแลรักษาทั้งสิ้น

            การให้ปุ๋ยแก่พืชที่ปลูกหากให้ปุ๋ยไม่ถูกต้องจะทำให้พืชที่ปลูกเจริญเติบโตช้าและมีผลกระทบในระยะยาวด้วย  เช่นการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างต่อเนื่องและในปริมาณที่มากหากขาดการบำรุงดินที่ถูกต้องจะทำให้พืชโตช้า   และไม่สามารถดูดอาหารจากดินมาเลี้ยงลำต้น  ดอก  ใบ  และผลได้  ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตที่ได้รับและคุณภาพที่ลดลงตามไปด้วย

            โรงเรียนนวมินทราชูทิศ ทักษิณ  จึงได้จัดการเรียนรู้เกี่ยวกับการเกษตรที่เน้นให้นักเรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้   เช่นการผลิตปุ๋ยชีวภาพ  ได้แก่  การทำปุ๋ยอินทรีย์น้ำ  อีเอมบอล   โบกาฉิ   ฯลฯ

 

การทำปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากผักและผลไม้

ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ หมายถึง  ปุ๋ยอินทรีย์ในรูปของเหลว   เกิดจากการย่อยสลายวัสดุเหลือใช้จากพืชหรือสัตว์ ประกอบด้วยกรดอินทรีย์และฮอร์โมน  หรือสารเสริมการเจริญเติบโตของพืช 

           

ส่วนผสมในการทำปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากผักและผลไม้

 

            1.  ผักและผลไม้(สับปะรด มะละกอ กล้วยน้ำว้าสุก ฟักทองแก่จัด)   40    กิโลกรัม

2.  กากน้ำตาล                                                                         10    กิโลกรัม

3.  น้ำสะอาด                                                                           10    ลิตร

4.  สารเร่ง  พด. 2                                                                    1      ซอง

 

วิธีการทำ

            1.  นำสารเร่ง  พด. 2  จำนวน1  ซอง  ผสมน้ำ  10  ลิตร  คนให้เข้ากันนาน  5  นาที

            2.  สับผักและผลไม้ให้เป็นชิ้นเล็กๆลงในถังหมัก

 

 

                              การสับผักและผลไม้ให้เป็นชิ้นเล็กๆลงในถังหมัก

 

 

 

 

           

 

 

3.  เทกากน้ำตาลและสารละลายสารเร่ง  พด. 2  ลงไป  คนส่วนผสมให้เข้ากัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                           คนให้เข้ากัน

 

 

 

4.  เทน้ำสะอาดเพิ่มลงในถังหมักจนเกือบเต็ม (ต่ำกว่าปากถังประมาณ  1  คืบ)

            5.  ปิดฝา  ตั้งไว้ในที่ร่ม

            6.  ในระหว่างการหมัก  ให้คน/กวนวันละครั้ง  เพื่อระบายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  และทำให้ส่วนผสมคลุกเคล้าได้ดียิ่งขึ้น

 

การทำอีเอ็มบอล (EM  ball)

 

            อีเอ็มบอล (EM  ball) เป็นวัสดุธรรมชาติที่ช่วยในการบำบัดน้ำเสีย  ซึ่งได้มีการทดลองใช้จนสำเร็จมาแล้วที่  “คลองแสนแสบ”  ซึ่งมีขั้นตอนวิธีการทำ  ดังนี้

 

ส่วนผสมในการทำอีเอ็มบอล

            1.  ส่วนที่เป็นวัสดุ

                        1)  ปุ๋ยคอก                   1ส่วน

                        2)  รำละเอียด               1 ส่วน

                        3)  ดินเหนียว               1ส่วน

                        4)  แกลบดิบ                1ส่วน

2.  ส่วนที่เป็นของเหลว

                        1)  EM ขยาย                1ส่วน

                        2)  กากน้ำตาล             1ส่วน

ขั้นตอนการทำ

  1. นำส่วนผสมที่เป็นวัสดุมาผสมให้เข้ากัน

 

                                                 ผสมส่วนที่เป็นวัสดุให้เข้ากัน

 

 

 

 

 

2.  ใช้ส่วนที่เป็นของเหลวเทลงในส่วนผสมที่เป็นวัสดุ

 

 

 

                             เทส่วนที่เป็นของเหลวลงในส่วนผสมที่เป็นวัสดุ

 

3.  ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน

 

 

4.  ปั้นให้เป็นก้อนกลมรูปร่างสวยงาม

 

 

 

 

                                       ปั้นให้เป็นก้อนกลมรูปร่างสวยงาม

 

 

5.  ผึ่งให้แห้ง  1-2  วัน

 

 

 

            ในท้องถิ่นใกล้เคียงโรงเรียนนวมินทราชูทิศ ทักษิณ  ได้พยายามที่จะหันมาใช้กรรมวิธีแบบเกษตรอินทรีย์หรือเกษตรธรรมชาติกันอย่างกว้างขวางและแพร่หลายซึ่งใช้ในหลายรูปแบบ  เช่น  การใช้ผักมาหมักกับกากน้ำตาล ได้น้ำสกัดชีวภาพบางคนใช้สารเร่ง ซึ่งมีตั้งแต่   พด. 1 ถึง พด. 9 ของกรมพัฒนาที่ดินบางคนใช้ปุ๋ยสำเร็จรูปอัลจินัว      ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  บางคนใช้แค่มูลสัตว์เท่านั้น เป็นต้น  ซึ่งแต่ละวิธีใช้เวลา ต้นทุน และกรรมวิธีแตกต่างกันไปทำให้หลายชุมชนในจังหวัดสงขลาจัดตั้งเป็นกลุ่มพัฒนา หรือขยายผลไปเป็นธุรกิจที่สามารถทำรายได้มาเลี้ยงครอบครัวเช่น 

  1. นาย ปรีดี สุวรรณชาตรีได้จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนผลิตปุ๋ยชีวภาพตำบลบ้านหาร โดยยื่นแบบคำร้อง ณ สำนักงานเกษตรอำเภอบางกล่ำที่ตั้งวิสาหกิจชุมชนที่ขอจดทะเบียน    เลขที่ 68/1   หมู่ที่ 5   ตำบลบ้านหาร   อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา  รหัสไปรษณีย์ 90110    ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพเมื่อปี  2548เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับชุมชนและสร้างรายได้พอสมควร

 

 

  1. นายภาณุ   พิทักษ์เผ่า  ได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ครูเกษตรกร  จากผลงานที่ปรากฏอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับเรื่องการเกษตร  จนได้รับการยกย่องเป็นปราชญ์เกษตรแห่งศูนย์เรียนรู้คุณธรรมเพื่อเศรษฐกิจพอเพียง ต.บ้านหาร อ.บางกล่ำ จ.สงขลา  เริ่มจากการปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงในรูปแบบการทำเกษตรอินทรีย์ เช่น ปลูกพืชผักปลอดสารพิษ ทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และสารไล่แมลงจากน้ำส้มควันไม้ เป็นต้น    หากเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจท่านใด ต้องการศึกษาเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ สามารถติดต่อหรือเดินทางไปดูงานได้ที่ 77 หมู่ 1 ต.บ้านหาร อ.บางกล่ำ จ.สงขลา โทร-08-9462-4912

 

  1. นาย วิชาญ ขวัญช่วย  จดทะเบียน วิสาหกิจชุมชนกลุ่มปุ๋ยชีวภาพบ้านยางงาม

โดยยื่นแบบคำร้อง ณ สำนักงานเกษตรอำเภอบางกล่ำ ที่ตั้งวิสาหกิจชุมชนที่ขอจดทะเบียน 

 เลขที่ 97/2   หมู่ที่ 10   ตำบลท่าช้าง   อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา  รหัสไปรษณีย์ 90110   ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพเมื่อปี  2548  

  1. สหกรณ์การเกษตรควนเนียงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ เพื่อลดต้นทุนในการใช้ปุ๋ยเคมีและนำวัสดุเหลือใช้ในภาคเกษตรและของเสียในชุมชนมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ  โดยจัดตั้งเครือข่ายผู้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ สำหรับใช้กับพืชเศรษฐกิจชนิดต่าง ๆ ตามความเหมาะสมทำให้เพิ่มรายได้ให้แก่ครัวเรือนและแก้ไขปัญหาความยากจนในการนี้ได้ก่อสร้างโรงปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ อำเภอละ 1 แห่ง ใช้พื้นที่แห่งละ 2 ไร่ โดยขอใช้ที่ดินสาธารณะที่ อบ ต. และที่ดินสหกรณ์การเกษตร และโรงงานที่จัดตั้งจะมีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์  ได้แก่    ผลิตปุ๋ยหมักจำหน่ายผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำ พด.2ผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำ พด.7 สารป้องกันแมลงศัตรูพืชผลิตเม็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน จำหน่ายให้แก่สมาชิกปุ๋ยอินทรีย์อื่น ๆ ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น  สำหรับวิธีดำเนินการ  ให้เกษตรกรรวมกลุ่ม จัดตั้งเป็นสหกรณ์ผู้ผลิตและผู้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ระดับอำเภอระดมทุนเพื่อผลิต และจำหน่ายให้แก่สมาชิก ในราคาที่เหมาะสม  พร้อมทั้งรณรงค์ส่งเสริม ให้เกษตรกรในอำเภอลดอัตราการใช้สารเคมี
  2.  ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านยางงาม (ควนยอ ) หมู่ที่ 10 ต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ จ.สงขลาได้ผลิตปุ๋ยชีวภาพครบวงจร ไว้ใช้เองเป็นการลดต้นทุนการผลิต และลดอัตราการใช้ปุ๋ยเคมี และทำให้ผลผลิตพืชมีคุณภาพ และรายได้เพิ่มขึ้นต่อครัวเรือน

 

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง บ้านยางงาม (ควนยอ )หมู่ที่ 10 ต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา

            จะเห็นได้ว่าเมื่อชุมชนรวมตัวกันหันมาใช้กรรมวิธีแบบเกษตรอินทรีย์หรือเกษตรธรรมชาติก็สามารถลดต้นทุน  เพิ่มผลผลิต  มีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งนักเรียนสามารถนำความรู้ที่ศึกษาครั้งนี้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้